ecOnuizer's profileecOnuizerPhotosBlogLists Tools Help

Blog


    September 11

    หลงๆลืมๆ

     

    คนมักจะคิดว่า อาการ"หลงๆลืมๆ"เป็นของคนสูงวัยซะส่วนใหญ่

    ผมว่าเราน่าจะลองคิดใหม่...

     

     

    .

    .

    .

     

    นาฬิกาปลุกรูปตุ๊กตาบนหัวเตียงส่งเสียงเป็นภาษาเกาหลีน่ารักๆ

    แสงแดดอ่อนๆลอดผ่านม่านสีชมพูในยามเช้า

    ฝาผนังที่เคยมีรอยดินสอสี วันนี้เต็มไปด้วยโปสเตอร์รูปภาพของผู้ชายกลุ่มนึง

     

    เด็กหญิง..

    ไม่ใช่สิ เธอเรียกตัวเองว่าเป็น หญิงสาว

     

    หญิงสาว..ในชุดนอนลายการ์ตูนสีหวานค่อยๆลืมตาตื่นขึ้น แล้วเอื้อมมือไปกดหัวตุ๊กตาที่หัวเตียง เพื่อให้มันหยุดส่งเสียงภาษาเกาหลีนั้น 

    วันนี้เป็นวันที่เํธอรอคอย.. วันที่เธอจะได้เจอพวกเขาเหล่านั้น 

    ..ชายในโปสเตอร์ใบใหญ่ที่เธอติดไว้เต็มฝาผนัง 

     

    เธอยืนมองตาพวกเขา(ในโปสเตอร์)แล้วคิดถึงภาพเก่าๆ เมื่อหลายสัปดาห์ก่อน 

    เธอตื่นนอนตั้งแต่ตีสอง ออกจากบ้านตั้งแต่ยังไม่ตีสาม ไปต่อแถวยาวสุดลูกหูลูกตา ไขว่คว้าซื้อกระดาษใบเล็กๆใบนึง

    ด้วยเงินที่เํธอทำทุกวิถีทางเพื่อให้ได้มา แลกกับกระดาษใบเล็กๆใบนั้น

     

    "เดี๋ยวเจอกันนะ" เธอพูดพร้อมจุมพิตลงบนแก้มซ้ายของชายคนหนึ่ง(ในโปสเตอร์)

     

    .

    .

     

     

    "ไปไหนน่ะลูก" คำถามจากหญิงชรานั้นดังขึ้น  

    หญิงสาวหันมามองหญิงชราเจ้าของเสียงด้วยท่าทีไม่ค่อยพอใจในคำถาม

    "ไปดูคอนเสิร์ตนะแม่" หญิงสาวตอบห้วนๆ

     

    หญิงชรา : "อ้าว แล้วเย็นนี้แม่เตรียมทำกับข้าวไว้ พ่อก็จะกลับมากินด้วยน่ะ"  

    หญิงสาว : "โอ๊ย ไม่ได้หรอกแม่ กว่าคอนเสิร์ตจะเลิกก็ดึก แล้วหนูว่า คืนนี้หนูจะไปค้างที่โรงแรมน่ะ" 

    หญิงชรา : "แล้วจะไปนอนโรงแรมทำไม? บ้านช่องก็มี"

    หญิงสาว : "ก็หนูจะตามไปเฝ้าพวกเขาน่ะ"

    หญิงชรา : "แต่แม่บอกเราแล้วนะว่า วันนี้จะกินข้าวเย็นด้วยกัน" 

    หญิงสาว : "หนูลืม.. หนูไปแล้วนะ"

    ..เธอหันมาตัดบท แล้วสะบัดหน้าเดินจากไป 

     

     

     

     

     

     

    หญิงชรานิ่งไป..

     

    ..และทำได้เพียงมองหญิงสาวจากด้านหลังผ่านม่านน้ำตา

     

     

     

     

     

    .

    .

    .

     

     

    แล้วคุณยังคิดว่า อาการ"หลง"และ"ลืม"เป็นของคนสูงวัยอีกหรือเปล่า ???

     

     

    August 21

    มองนักล่าฝัน แล้วหันมาดูตัว

     

    ช่วงนี้ เวลาที่ผมอยู่บ้าน(ซึ่งค่อนข้างน้อย) ผมมักจะนั่งอยู่หน้าทีวี และติดตามรายการอยู่รายการนึง ..รายการนั้นชื่อ "True Academy Fantasia#6"ครับ

     

    ด้วยความที่ไม่ค่อยจะได้ติดตามรายการในซีซั่นก่อนๆเท่าไหร่ ทำให้ผมเองก็ไม่ค่อยรู้เรื่องรู้ราวอะไรใน Academy Fantasia มากมาย รวมไปถึงธรรมเนียม ประเพณี หรืออะไรก็ตามที่แฟนคลับที่ติดตามกันทุกซีซั่นเขามักจะรู้กัน เอาเป็นว่า ผมขออนุญาตเขียนจากมุมมอง และความรู้เท่าที่ผมได้สัมผัส และพอจะทราบก็แล้วกัน ถ้าผิดพลาดประการใดก็ขออภัยไว้ ณ ที่นี่ด้วยครับ

     

    สำหรับผมแล้ว เหตุผลที่ผมติดตามรายการนี้ ก็คงเพราะรู้สึกสนใจในเรื่องเกี่ยวกับความมุ่งมั่นของนักล่าฝันแต่ละคน และมันก็ยิ่งน่าสนใจ เมื่อเราได้นั่งดูความสัมพันธ์ของนักล่าฝันภายในบ้าน ความสัมพันธ์ของเหล่านักล่าฝันกับครู แม้กระทั่งความสัมพันธ์ของนักล่าฝัน ...กับความฝันของพวกเขาเอง

     

    การที่เราได้เห็นทั้งนักล่าฝันที่มีพรสวรรค์ นักล่าฝันที่มีพรแสวง ครูที่คอยพร่ำสอนลูกศิษย์อย่างใกล้ชิด ครูที่คอยดูแลลูกศิษย์อยู่ห่าง(อย่างห่วงๆ) แขกรับเชิญที่ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันมา ในความรู้สึกของผมแล้ว ทุกชีวิตที่มารวมกันอยู่ในรายการนี้ ดูเป็นกลุ่มคนที่มีความหลากหลายทางชีวภาพมากเลยทีเดียว

     

    สำหรับในมุมมองของคนที่เพิ่งจะมาติดตามรายการในซีซั่นนี้ และได้แต่ฟังคำบอกเล่าเกี่ยวกับเรื่องราวในซีซั่นก่อนๆ ทำให้ผมรู้สึกว่า ซีซั่นนี้มีความน่าสนใจในหลายๆส่วนด้วยกัน ทั้งเรื่องที่ประกาศออกมาเป็นนโยบายว่า ซีซั่นนี้จะปลุกปั้นนักล่าฝัน เพื่อให้เป็นศิลปินอย่างเต็มตัว ยิ่งผมได้เห็นการเรียนการสอนที่เข้มข้น การวางโจทย์เพลงในแต่ละสัปดาห์ การทำงานของเทรนเนอร์แต่ละคน ฯลฯ ผมก็รู้สึกว่า รายการในซีซั่นนี้ยิ่งทวีความน่าสนใจมากขึ้น

    รวมไปถึงสถานการณ์ต่างๆในรายการที่ผมรู้สึกว่า ทางทีมงานวางแนวทางได้ดีขึ้น เรื่องที่ควรทำให้มันเซอร์ไพรซ์ก็แสนเซอร์ไพรซ์ เรื่องไหนที่ควรเคร่งครัดก็ว่ากันไปตามระเบียบ สำหรับผมแล้ว มันเป็นการสร้างมาตรฐานของรายการได้ดีเลยทีเดียว (หลังจากที่มาตรฐานเสียไปในหลายซีซั่นก่อนหน้านั้น)

     

    หลังจากอ้อมค้อมมานาน เรามาเข้าเรื่องที่ทำให้ผมอยากเขียนถึงรายการนี้กันซะทีดีกว่า

     

    เวลาที่ผมนั่งจ่อหน้าจอ มีสิ่งหนึ่งที่ทำให้ผมรู้สึกดี และไม่ค่อยดีสลับกันไป และผมก็คิดว่า คงมีคนจำนวนอีกไม่น้อยรู้สึกคล้ายๆกับผม เจ้าสิ่งนั้นก็คือ กรอบด้านล่างของรายการที่แสดงข้อความแชตบนหน้าจอของเหล่าบรรดาแฟนคลับ True Academy Fantasia นั่นแหละครับ

     

    ที่บอกว่ารู้สึกดี ก็คงเพราะผมสัมผัสถึงความรู้สึกดีๆจริงๆ เมื่อได้เห็นข้อความที่ส่งผ่านความรัก ความปราถนาดี และกำลังใจจาก"แฟนคลับ" ของเหล่านักล่าฝัน ซึ่งจะว่าไปแล้วบุคคลพวกนี้ก็เป็นคนที่ไม่เคยรู้จักตัวตนจริงๆของเหล่านักล่าฝัน แต่พวกเขากลับมีความรัก ความรู้สึกดีๆ ส่งผ่านให้กันอย่างไม่น่าเชื่อ

    ..ผมว่า แค่นั่งดูคนแสดงออก และส่งต่อสิ่งดีๆให้แก่กัน มันก็ทำให้มีความสุขแล้ว

     

    แต่ในทางตรงกันข้าม ผมจะรู้สึกไม่ค่อยดีเวลาที่เห็นข้อความประเภท ต่อว่า กัดจิก เหน็บแหนม ฯลฯ ที่เป็น"ด้านลบ"ปรากฏขึ้นมากรอบด้านล่าง

     

    ก่อนอื่น.. ผมคงต้องอธิบายคำว่า"ด้านลบ"ในมุมมองของผมก่อน

     

    ข้อความ"ด้านลบ"ที่ผมกล่าวถึง ไม่ได้หมายความถึง ข้อความที่เข้าข่ายประเภทตำหนิติเตียนไปซะหมด เพราะผมเชื่อครับว่า หลายๆครั้ง การต่อว่า ตำหนิติเตียนกันอย่างจริงใจ หรือ "ติเพื่อก่อ" เป็นสิ่งที่คนเราสามารถกระทำได้ หากการต่อว่า ตำหนิติเตียนนั้น มาจากความมุ่งมาดปราถนาดีซึ่งกันและกัน

     

    แต่ข้อความ"ด้านลบ"ที่ผมกล่าวถึง หมายความถึง ข้อความที่ออกมาจากทัศนคติ"ด้านลบ"ของแฟนคลับจำนวนนึงมากกว่า ไม่ว่าจะเป็นข้อความที่ออกมาการแสดงความเกลียดชังนักล่าฝันคนนั้น ข้อความว่าร้ายนักล่าฝันคนนี้ รวมไปถึงข้อความที่ต่อว่าโต้ตอบกันไปมาอีกด้วย

     

    ในมุมมองผมแล้ว ปรากฏการณ์บนกรอบสี่เหลี่ยมเล็กๆด้านล่างของรายการนี้ อาจจะกำลังบ่งบอกถึงสภาพสังคมของบ้านเราอยู่ก็เป็นได้

    ผมว่า บ้านเราเมืองเราตอนนี้ มันอยู่ในยุคสมัยของการ"แบ่งฝ่าย"ครับ และเป็นการแบ่งฝ่ายแบบ"เลือกที่รักมักที่ชัง"เสียด้วย

    นั่นคือ เมื่อเราเลือก"คนที่เรารัก"แล้ว เราก็มักจะเลือก"คนที่เราเกลียด"พ่วงไปด้วยเสมอ ..มันจึงทำให้เกิดปรากฏการณ์แบบนี้ขึ้นมา

     

    ใครหลายคนอาจจะมองมันเหมือนเป็นเรื่องธรรมดา ที่แฟนคลับคนนึงจะนั่งลงดูรายการ แล้วติดตามใครสักคน นิยมชมชอบ ส่งข้อความให้กำลังใจ เสียเงินโหวตไปให้พวกเขาเหล่านั้น

    ..แต่ความจริงแล้ว พวกเขาน่าจะต้องมีแรงจูงใจอะไรบางอย่างถึงระดับนึงจึงจะกระทำการแบบนั้นได้ อย่างผม ผมก็มีนักล่าฝันที่แอบเชียร์อยู่ในใจ แต่ก็ไม่ได้กดโหวตไปให้แม้แต่ครั้งเดียว ยิ่งการจะส่งข้อความเข้าไปแชตนั้น ยิ่งไม่ต้องพูดถึง

    แรงจูงใจสำหรับแฟนคลับเหล่านั้น อาจจะเป็นความรัก ความศรัทธา ความนิยมชมชอบอะไรก็แล้วแต่ ที่มากพอจะผลักดันให้คนๆนึงลุกขึ้นมาทำอะไรให้คนอีกคนนึงได้

    ..แม้มันจะดูเล็กน้อยในสายตาใครก็ตาม  แต่ผมก็มองว่า มันไม่ใ่ช่เรื่องง่าย

     

    ดังนั้น ผมจึงสงสัยต่อไปว่า แล้วการที่คนเราจะเกลียด ไม่ชอบขี้หน้ากัน ถึงขนาดจะต้องข้อความไปนินทาว่าร้ายใส่ ผู้คนเหล่านั้นเขาได้รับแรงจูงใจอะไรกัน ?

     

    แล้วสุดท้าย เมื่อมีใครสักคนเริ่มต้นวงโคจรของความเกลียดชัง ทุกคนก็เริ่มแบ่งฝ่ายรวมกลุ่มในนามของคนที่รักใคร หรืออะไรบางอย่าง แล้วประณามคนที่อยู่ฝ่ายตรงกันข้าม

    ..ทุกวันนี้ สังคมเราจึงเต็มไปด้วยความเกลียดชัง  ทั้งๆที่มันควรจะเป็นความรัก

     

    สำหรับผมแล้ว ผมว่าการชื่นชม ชื่นชอบใครสักคนเป็นเรื่องดีครับ ความรักไม่ใช่เรื่องที่เลวร้ายอยู่แล้ว

    หรือว่าบางทีเราควรจะเลิก"เลือกที่รักมักที่ชัง"แล้วหันไป"รักเขาข้างเดียว"กันให้มากกว่านี้

     

    "รักเขาข้างเดียว" ในความหมายที่ผมอยากให้มันเกิดขึ้นก็คือ การที่เรารักใครสักคน โดยที่ไม่จำเป็นต้องคิดจะเกลียดใครพ่วงเข้าไปด้วย และนั่นก็หมายความว่า ถ้าคนที่เรารักถูกทำร้าย เราอาจจะลุกขึ้นมาปกป้องเขา แต่เราไม่จำเป็นต้องแสดงความเกลียดชังใส่ใคร


    ผมนั่งดูนักล่าฝันแม้พวกเขาจะมีความแตกต่าง มาจากสังคมที่หลากหลาย อาจจะเคยมีปัญหาผิดใจกันบ้าง ผมก็ว่ามันเป็นเรื่องธรรมดา แต่การหันหน้าเข้าหากัน พูดคุยกัน เปิดใจกัน และ"รักกัน" ก็ทำให้ทุกปัญหาผ่านไปได้  และสุดท้าย มันก็ทำให้พวกเขาใช้ชีวิตอยู่ในบ้านหลังเดียวกันได้อย่างมีความสุข

     

     

    ผมรู้ในทุกขณะที่นั่งดูรายการว่า จะมีนักล่าฝันคนหนึ่งที่ได้เดินไปจนถึงจุดหมายปลายทางของความฝัน

     

     

    แต่ผมก็เกิดความสงสัย เมื่อผมกดรีโมทเปลี่ยนช่องไปดูรายการอื่นๆ

    ..เมื่อไหร่นะ ความฝันของคนไทยหลายคนจะเป็นจริงเสียที

     

     

     


    July 24

    อรุณสวัสดิ์

     

     

    "อรุณสวัสดิ์ค่ะ"

    รอยยิ้ม และเสียงของหญิงสาวผู้นั้น เปรียบเหมือนแสงสว่างในยามเช้า...

     

     

    ใช่แล้ว..เธอคือนางในฝัน ผู้กำลังเดินผ่านหน้าเขา และก้าวเข้าไปในลิฟต์ไปอย่างช้าๆ

    ประตูลิฟต์กำลังปิด พร้อมกับการจากไปของรอยยิ้มที่เขาหลงใหล 

    เขาสูดลมหายใจ แล้วตัดสินใจกดปุ่มเปิดประตูลิฟต์


     

    ..มันเป็นยามเช้าแสนอบอุ่นที่เขาจำมันได้ขึ้นใจ 

     

     

    ...

     

     

    เขาวิ่งลงมาตามขั้นบันได ดึงเนคไทบนคอของเขา และใส่รองเท้่าอย่างเร่งรีบ พร้อมหยิบกุญแจรถวิ่งออกไปจากบ้าน

     

    "อรุณสวัสดิ์ค่ะ คุณ" รอยยิ้ม และเสียงของหญิงสาวผู้นั้น ลอยผ่านบานหน้าต่างห้องครัวออกมา

    เขาชะงักนิ่งไปด้วยความลังเล ก่อนจะตัดสินใจก้าวเท้าเดินต่อไป

     

    "ไม่ทานอาหารเช้าก่อนหรือคะ?" รอยยิ้ม และเสียงนั้น พยายามซ่อนความสงสัยอยู่ภายใน

    เขาหันไปมองเธอตาขวาง ก่อนปิดประตูลงดังปัง แล้วสตาร์ทเครื่องขับออกไป

     

     

    "ทำไมไม่ยอมปลุกนะ"เขาพึมพัมอยู่หลังพวงมาลัย


    ..เธอยืนร้องไห้อยู่ริมหน้าต่างห้องครัว

     

    ...

     

    เสียงทำนองสรภัญญะเมื่อหัวค่ำ ยังคงดังก้องอยู่ในหัวของเขา และเร่งเ้ร้าให้ของเหลวใสรินไหลออกจากดวงตา

     

    เตียงนอนที่คุ้นเคย ดูโล่งไปถนัดตา

    พื้นที่ข้างกายเขา ..ว่างเปล่าในค่ำคืนนี้

     

    เขานอนกอดหมอนใบเก่าที่เํธอหนุนอยู่ทุกค่ำคืน สูดดมกลิ่นอายที่ยังพอจะหลงเหลือ

    ..เพราะนั่นอาจเป็นเพียงไม่กี่สิ่งที่เํธอได้ืิทิ้งเอาไว้ ก่อนที่ร่างกายของเธอจะลาโลกใบนี้ไป

     

    เขาเข้าใจในความไม่แน่นอนของโลกใบนี้

    และเข้าใจดีว่าอุบัติเหตุสามารถเกิดขึ้นได้

     

     

     

    แต่เขาจะทำใจได้อย่างไร กับความรู้สึกในใจที่ยังค้างคาว่า เขาอาจจะเป็นสาเหตุของสิ่งเหล่านั้น

     

     

    ...

     

    เธอยกมือขึ้นปาดน้ำตาที่ริมหน้าต่างแล้วมองนาฬิกา

    ..แต่ปลายสายตาของเธอได้พบกับอะไรบางอย่างที่วางอยู่บนเก้าอี้

     

    มันคือกระเป๋าสีน้ำตาลใบเก่าที่เขาลืมมันเอาไว้..

     

    เธอวิ่งไปหยิบกุญแจรถอีกคันอย่างรีบร้อน ก่อนที่จะขับมันออกไป..

    โดยไม่คาดคิดล่วงหน้าว่า การเดินทางครั้งนั้น จะทำให้เธอไม่ได้พบกับเขาอีก ..ตลอดไป

     

    ...

     

    เงามืด และเสียงสงัดในยามรัตติกาลช่างดูโหดร้าย

    ความหดหู่ของมัน ชวนให้เขานึกถึงสิ่งไม่ดีทั้งหลายที่ได้ทำไว้กับเธอ..

     

    ภาพในอดีตได้ย้อนกลับมาทำร้ายหัวใจของเขา

     

    เขาโง่มากใช่มั้ย? ที่ได้ทำร้ายคนที่เขารัก และรักเขาจนหมดหัวใจ

    เขาโง่มากใช่มั้ย? ที่ไม่เคยรู้ว่าตัวเองเปลี่ยนไปขนาดไหน

    เขาโง่มากใช่มั้ย? ที่มารู้ตัวเองได้..ในวันที่สายเกินไป

     

    ...

     

    เขายืนอยู่ที่ระเบียงของบ้านริมชายหาด และกวาดสายตาไกลออกไปยังปลายฟ้า ที่ตัดกับขอบของน้ำทะเล

    สีอ่อนๆของลำแสง ค่อยๆแทงผ่านม่านเมฆที่ปลายฟ้า ราวศิลปะสูงมูลค่าในแกลอรี่

     

    "อรุณสวัสดิ์ค่ะ"

     

    รอยยิ้ม และเสียงของหญิงสาวผู้นั้น เปรียบเหมือนแสงสว่าง..

    มันทำให้ร่างกาย และสายตาของเขาต้องเคลื่อนไหวไปยังต้นเสียง

     

    "ตื่นแล้วหรือครับ?"

     

    ชายหนุ่มยื่นมือไปหาหญิงสาว เธอยิ้มก่อนแทนคำตอบ ก่อนจะจับมือเขา แล้วดึงร่างของตนขึ้นจากเตียงนอน

     

    "ทำอะไรอยู่หรือค่ะ?"

    เธอก้าวนำเขาออกไปยังระเบียงริมหาด

     

    "กำลังดูพระอาทิตย์ขึ้นนะ"

    ชายหนุ่มเดินตามหลังมา

     

    "สวยดีนะคะ"

    เธอเปรยขึ้น

     

    "แต่ก็ไม่เท่าคุณหรอก"

    ชายหนุ่มสวมกอดจากด้านหลัง

     

    เขาและเธอยิ้มให้กัน..

     

     

    "ผมชอบแสงแดดในยามเช้า มันเป็นช่วงเวลาที่แสนงดงาม...

    ผมคงเป็นสุขมากกว่าใคร หากลืมตาขึ้นมาตอนเช้า แล้วได้เห็นแสงสว่างที่ปลายขอบฟ้า.."

     

     

     

     

    เขาล้วงมือเข้าไปในกระเป๋า หยิบเอาแหวนวงเล็กออกมา

     

     

     

     

    "คุณจะเป็นแสงแดดยามเช้าให้ผมตลอดไปได้มั้ย?"

     

     

     

     

    ..มันเป็นยามเช้าแสนอบอุ่นที่เขาจำมันได้ขึ้นใจ

     

     

     

     

    ...

     

    แล้วสิบปีที่ผ่านมา เขาทำอะไรลงไป !!!???

     

    เขาคล้ายจะหลงลืมความสุขยามมองท้องฟ้าในเวลาเช้า

    และนี่คงเป็นบทเรียนสำหรับเขา ที่ต้องถูกทิ้งให้อยู่ในเงามืดอันเดียวดาย

     

     

    ค่ำคืนที่แสนทรมาน.. เขาจะผ่านมันไปได้เช่นไร

    แม้กี่หยดน้ำตาที่รินไหล จึงจะลบล้างความมืดนั้นออกไป และทำให้ท้องฟ้าสว่างไสวได้อีกครั้ง

     

     

     

     

    ...

     

     

    "อรุณสวัสดิ์ค่ะ"

    รอยยิ้ม และเสียงของเด็กสาวผู้นั้น เปรียบเหมือนแสงสว่างในยามเช้า...

    มันทำให้ร่างกาย และสายตาของเขาต้องเคลื่อนไหวไปยังต้นเสียง

     

     

    "ทำอะไรอยู่หรือค่ะ? คุณพ่อ.."

    เขาประคองกอดเธอไว้ น้ำตายังรินไหลอาบหน้า..

     

     

    เธอยกมือเล็กๆของเธอวางลงบนใบหน้าของเขา

    ..ค่อยๆเกลี่ยนิ้วน้อยๆนั้น ลงบนรอยน้ำตา จนมันเหือดแห้งไป

     

     

     

    "..เดี๋ยววันนี้พ่อไปส่งที่โรงเรียนเองนะ"

    เขากระซิบที่หูซ้ายของเด็กสาว และมองเห็นแสงแดดยามเช้าที่กำลังสาดส่องเข้ามาทางบานหน้าต่าง

     

     

    แม้ค่ำคืนจะยาวนาน และแสนทรมานเพียงใด

    ..ก็ยังมีเช้าวันใหม่เฝ้ารออยู่เสมอ

     

     

     

     

     

    "อรุณสวัสดิ์"

     


     

    July 14

    ส่องสัตว์

     

    ผมทิ้งตัวลงบนโซฟา คว้ารีโมทกดเปิดทีวี 

     

    .

    .

    .

    เสียงดนตรีประกอบรายการดังขึ้น แสงไฟสว่างวาบ

     

    พิธีกร : สวัสดีครับ กลับมาพบกับผมในรายการ "สนทนาประสาสุนัค"กับผม สุนัค มรรคการกลัด ในช่วงเดือนนี้มีข่าวของครอบครัว ครอบครัวนึงที่ได้รับความสนใจเป็นอย่างมาก ไม่น่าเชื่อว่า หยิบหนังสือพิมพ์ขึ้นมาทุกเช้า ก็จะได้เห็นภาพของพวกเขาขึ้นหน้า 1 ไม่ว่าจะเปิดทีวีไปที่ไหน เราก็จะได้เห็นข่าวของพวกเขา แต่วันนี้ เราเป็นที่แรก ที่เขาจะยอมเปิดอกพูดคุยกับเราในทุกเรื่องราว และข่าวคราวของครอบครัวเขา ขอเสียงปรบมือต้อนรับคุณแพนด้า แซ่ซ้อง ครับ

    แพนด้าเดินออกมาจากหลังฉากเวที ก้าวลงมาตามขั้นบันได นักข่าวและช่างภาพที่อยู่ในสตูดิโอรัวชัตเตอร์ไม่ยั้งราวกับเป็นทหารที่อยู่ ท่ามกลางสมรภูมิอันดุเดือด

    พิธีกร : สวัสดีครับ คุณแพนด้า

    แพนด้า : สวัสดีครับ คุณสุนัค

    พิธีกร : ขอบคุณมากนะครับ ที่ให้เกียรติรายการของเราในการสัมภาษณ์เป็นที่แรกของประเทศ

    แพนด้า : ผมก็ต้องขอบคุณทางคุณสุนัคกับทีมงานเหมือนกันครับ ที่ให้ผมได้มีโอกาสชี้แจง และตอบคำถามต่างๆเสียที

    พิธีกร : แหม.. ถ่อมตัวไปนะครับ คุณแพนด้า ตอนนี้ทั่วบ้านทั่วเมืองใครๆก็อยากสัมภาษณ์คุณทั้งนั้น ถ้าอย่างนั้น เพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลา ผมว่า เรามาเข้าพูดคุยกันถึงเรื่องราวต่างๆที่หลายตัวอยากทราบกันดีกว่าครับ

    แพนด้า : ครับ เชิญคุณสุนัคเลยครับ

    พิธีกร : ก่อนอื่นผมต้องขอแสดงความยินดีกับคุณแพนด้าที่ได้ลูกสาวที่น่ารัก ซึ่งตอนนี้กำลังเป็นที่สนใจของสังคม ผมอยากให้คุณแพนด้าเล่าถึงวันที่ภรรยาคุณคลอดลูกสาวหน่อยครับ

    แพนด้า : เอ่อ..(นิ่งไปสักพัก) ความจริงเรื่องนี้ ถามผมก็ไม่ค่อยถูกนะครับ เพราะตอนที่ภรรยาผมคลอดลูก ผมไม่ได้อยู่ด้วยนะครับ

    พิธีกร : อ้าว.. แล้วคุณอยู่ที่ไหนล่ะครับ

    แพนด้า : ผมกับภรรยาถูกจับแยกกันอยู่น่ะครับ (น้ำตาคลอ)

    เสียงผู้ชมในห้องส่ง : อู้ว...............

    พิธีกร : โอ้ว.. ผมต้องแสดงความเสียใจด้วยนะครับ (หันหน้าเข้าหากล้อง) และนี่แหละครับ คืออีกมุมนึงที่สังคมยังไม่เคยรู้ นี่เป็นความรู้สึกของผู้เป็นพ่อที่น่า เห็นใจมากเลยทีเดียว (หันกลับมาหาแพนด้า) เพื่อความสบายใจของคุณแพนด้านะครับ ผมว่า ตอนนี้เปลี่ยนเรื่องคุยกันดีกว่า ถ้าอย่างนั้น ผมอยากทราบความรู้สึกแรกที่คุณรู้ว่า ภรรยาคุณคลอดลูกสาวน่ะครับ

    แพนด้า : วินาทีที่ผมได้รับทราบเรื่องลูกของผม ซึ่งตอนนั้นก็ยังไม่ทราบนะครับ ว่าเป็นลูกสาวหรือลูกชาย ..ผมต้องบอกว่า ความรู้สึกตอนนั้นมันบรรยายได้ลำบากมากครับ มันปะปนกันไปหมด ทั้งดีใจ เสียใจ ตื่นเต้น แล้วก็หวาดหวั่น

    พิธีกร : ปะปนกันยังไง ช่วยชี้ให้ชัดๆหน่อยได้มั้ยครับ?

    แพนด้า : ตอนที่ผมทราบข่าว ผมดีใจมากนะครับที่รู้ว่า ผมได้เป็นพ่อสัตว์แล้ว แต่แล้วผมก็ต้องเสียใจ เพราะพวกเขาไม่ยอมให้ผมได้พบกับลูก (น้ำตาไหล) ..ผมอยากจะพบกับลูกผมครับ (ร้องไห้) 

    พิธีกร : (หันมาหากล้อง) นี่แหละครับ ความโหดร้ายที่สังคมได้ทำไว้กับครอบครัวนี้ (ชำเลืองมองแพนด้าที่กำลัง ร้องไห้)ผมว่าตอนนี้ให้คุณแพนด้าได้พักสักครู่นะครับ แล้วเดี๋ยวเราจะกลับมาพูดคุยกับเขากันต่อครับ

     

    ภาพบนจอโทรทัศน์ตัดเข้าโฆษณาปัญญาอ่อน ก่อนที่จะตัดกลับเข้ามาสู่รายการ

    เสียงดนตรีประกอบรายการดังขึ้น แสงไฟสว่างวาบ

     

    พิธีกร : (หน้ามองกล้อง)ท่านยังอยู่กับรายการ "สนทนาประสาสุนัค" ซึ่งวันนี้เรามีแขกรับเชิญเป็นคุณแพนด้าครับ เมื่อซักครู่เราได้พูดคุยเกี่ยวกับเรื่องของการคลอดอาหมวย ลูกสาวตัวแรกของเขาไปคร่าวๆแล้ว ตอนนี้เราจะมาพูดคุยกันถึงความเปลี่ยนแปลงในชีวิตที่เกิดขึ้นหลังจากการคลอด อาหมวยกันครับ (หันกลับมาหาแพนด้า) อยากจะถามคุณแพนด้าซักนิดนึงครับ เกี่ยวกับเรื่องการตั้งชื่อของอาหมวยหน่อยครับ ไม่ทราบว่า คุณชอบชื่อไหนมากที่สุด

    แพนด้า : ผมสามารถพูดออกทีวีได้หรือครับ? (ปาดน้ำตา)

    พิธีกร : เอ่อ.. ทำไมหรือครับ? คือว่ารายการเราเป็นรายการสดน่ะครับ

    แพนด้า : เอาเถอะ ไม่เป็นไร ไหนๆผมก็บอกแล้วว่า วันนี้ผมอยากจะเปิดอกให้หมดทุกเรื่อง ผมก็ขอแสดงความคิดเห็นแล้วกัน ใครจะคิดอย่างไร ผมก็ไม่ว่าอะไร  (ปาดน้ำตาอีกครั้ง)

    พิธีกร : ครับ เชิญเลยครับ ว่ากันตรงๆได้เลย

    แพนด้า : ผมอยากทราบครับว่า พวกคุณเคยถามความเห็นผมบ้างมั้ย? เรื่องลูกสาวของผมน่ะครับ ถ้าคุณเป็นพ่อสัตว์เหมือนอย่างผม คุณจะว่าอย่างไรครับ คุณสุนัค?

    พิธีกร : อืม.. อันนี้ก็พูดลำบากนะครับ

    แพนด้า : ใช่มั้ยครับ? ถ้าคุณมีลูก  คุณจะว่ายังไง ถ้าอยู่ๆก็มีคนแย่งกันตั้งชื่อลูกคุณ โดยไม่ถามคุณซักคำ?

    พิธีกร : โอ๊ย.. เป็นผม ผมไม่ยอมหรอกครับ

    แพนด้า : คุณยังไม่ยอมเลย แล้วผมล่ะครับ หน้าลูกผมก็แทบจะไม่ได้เห็น เอะอะๆก็จับลูกผมไปตรวจ ขนตาดำแกขึ้น พวกคุณก็เอาไปลงข่าว นี่ตาแกกำลังจะเปิด พวกเขาก็จ้องรอจะถ่ายกัน ผมไม่แน่ใจว่า พอลืมตามาดูโลก แกจะเห็นหน้าพ่อ หน้าแม่ หรือว่ากระบอกเลนส์กับแฟลชก่อนกัน

    พิธีกร : อืม.. น่าสนใจมากครับ ประเด็นนี้

    แพนด้า : เรื่องชื่อลูกสาวผมก็เหมือนกัน ทำไมต้องประกวดตั้งชื่อกันด้วย แล้วเอาคณะกรรมการมาคัด ให้โหวตกันทั้งประเทศ แถมยังเอารูปภาพพวกผมไปทำไปรษณียบัตรอีก

    พิธีกร : ถ้าในแง่ตามกฏหมายสิทธิสัตวชน คุณเห็นว่า เรื่องนี้เป็นการกระทำที่คุกคามมั้ยครับ?

    แพนด้า : กฏหมายอะไรนะครับ? สิทธิสัตวชนหรอ? อ๋อๆ ผมก็รู้สึกว่า พวกเขาคุกคามผมนะครับ (พยักหน้าเออออ)

    พิธีกร : (แอบยิ้ม) แล้วเรื่องนี้คุณจะฟ้องมั้ยครับ?

    แพนด้า : ฟ้องหรือครับ? (ครุ่นคิด) เอ่อ.. เรื่องนี้ผมคงต้องคุยกับฝ่ายกฏหมายก่อนนะครับ (ครุ่นคิด)

    พิธีกร : แล้วคุณคาดว่าจะชนะมั้ยครับ?

    แพนด้า : เอ่อ.. ผมแค่อยากเรียกร้องสิทธิสัตวชนน่ะครับ ผมอยากตั้งชื่อลูกของผมเอง

    พิธีกร : แล้วถ้าพวกเขาฟ้องคุณกลับครับ?

    แพนด้า : ฟ้องกลับว่าอะไรล่ะครับ?

    พิธีกร : ก็เขาอาจจะบอกว่า ลูกสาวคุณเป็นบุคคลสาธารณะ คุณไม่ควรปิดกั้น อย่างสื่อมวลชนก็มีเสรีภาพของสื่อนะครับ

    แพนด้า : พวกคุณอาจจะคิดว่า ลูกสาวผมเป็นบุคคลสาธารณะ แต่ความจริงแล้ว ผมเป็นพ่อเขานะครับ ผมกับภรรยาน่าจะมีสิทธิในตัวเขามากกว่าพวกคุณ และในความคิดผม ลูกสาวผมก็ไม่ใช่ของสาธารณะด้วย (ขึ้นเสียง)

    พิธีกร : โอว.. ใจเย็นๆนะครับ คุณแพนด้า ผมเป็นสื่อมวลชนนะครับ (หันหน้าเข้าหากล้อง) ผมว่า ตอนนี้เราให้คุณแพนด้าสงบสติสักครู่นึงนะครับ แล้วเดี๋ยวเรากลับมาพบกันในช่วงหน้า พักสักครู่ครับ

     

    ภาพบนจอโทรทัศน์ตัดเข้าโฆษณาปัญญาอ่อนตัวเดิม ก่อนที่จะตัดกลับเข้ามาสู่รายการ

    เสียงดนตรีประกอบรายการดังขึ้น แสงไฟสว่างวาบ

     

    พิธีกร : และนี่คือรายการ "สนทนาประสาสุนัค" ในช่วงที่ 3 ครับ เรายังอยู่กับบุคคลที่เป็นกระแสที่สุดในช่วงนี้ คุณแพนด้าครับ (หันกลับมาหาแพนด้า) นอกจากประเด็นเรื่องลูกสาวคุณแล้ว ยังมีอีกประเด็นที่สังคมให้ความสนใจนั่นก็คือ เรื่องบ้านใหม่ของครอบครัวคุณที่มูลค่าถึง 60 ล้าน

    เสียงผู้ชมในห้องส่ง : โอ้ว...............

    แพนด้า : ความจริงเรื่องบ้านนี่ผมไม่อยากพูดอะไรมากนะครับ เพราะว่าผมเองก็ไม่ได้เป็นผู้เรียกร้อง ประเด็นนี้ก็เหมือนเรื่องลูกสาวผมนั่นแหละครับ ใครๆก็ไม่เคยถามความคิดเห็นจากผม พวกคุณสร้างบ้านให้ผมใหม่ แล้วให้ผมย้ายเข้าไป คิดเองเออเองว่า มันเหมาะสมกับผม เหมาะสมกับครอบครัวผม

    พิธีกร : แล้วคุณไม่ชอบหรือครับ?

    แพนด้า : ผมไม่มีปัญหาอยู่แล้วไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน? บรรพบุรุษของพวกเรา อยู่กลางดิน กินกลางป่า ก็อยู่รอดมาได้ ทำไมต้องสร้างโดมหิมะอะไรให้ครอบครัวผมอยู่ด้วย ไม่ใช่ว่าผมไม่ชอบหรอกนะ เพียงแต่ผมว่ามันก็ไม่ได้จำเป็นอะไร

    พิธีกร : แต่บ้านคุณก็กลายเป็นทอล์คออฟเดอะทาวน์ไปเลยนะครับ

    แพนด้า : ก็นั่นแหละครับที่ผมไม่ต้องการ มันจะทำให้ใครต่อใครหมั่นไส้ผมและครอบครัวมากขึ้นกว่าเก่า แต่ถามจริงๆ ที่พวกเขาค่อนขอดผมเรื่องนั้นเรื่องนี้ เขาเคยคิดหรือเปล่าว่า เวลาจะทำอะไรกันมีใครมาสนใจผมมั้ย? อย่างที่ผมบอก คิดเองเออเอง คิดกันไปเองว่าดี คิดไปเองว่าพวกผมจะชอบ แต่พวกเขาก็ไม่เคยสนใจผมจริงๆหรอก คิดกันไปเองทั้งนั้น

    พิธีกร : (หันหน้ามองกล้อง)งั้นในวันนี้ครับ เรามีอีกมุมมองนึงจากนักวิชาการเจ้าของโครงการบ้านใหม่ของคุณแพนด้าให้เกีย รติโฟนอินเข้ามาในรายการเรา สวัสดีครับ อาจารย์ครับ

    โฟนอิน : พ่อแม่พี่น้องต้องช่วยกัน ล่ารายชื่อพาผมกลับบ้าน...

    พิธีกร : (ส่งซิกหาทีมงาน) เอ่อ.. รู้สึกว่าจะมีปัญหาเกี่ยวกับสัญญาณโทรศัพท์เล็กน้อยนะครับ ขอเวลาทีมงานแก้ไขซักครู่นึง (ทีมงานส่งซิกกลับ) ตอนนี้อาจารย์อยู่ในสายกับเราแล้วครับ สวัสดีครับอาจารย์ครับ

    โฟนอิน : สวัสดีครับ

    พิธีกร : อยากให้อาจารย์พูดถึงแนวคิดในการสร้างบ้านใหม่ของคุณแพนด้าหน่อยครับ

    โฟนอิน : โครงการนี้เป็นการประชุมร่วมกันภายในคณะกรรมการบริหารกิจการแพนด้าเพื่อความ สงบสุข สันติ และสมานฉันท์ หรือ คบพสสส. นะครับ เพราะเราอยากให้คุณแพนด้าได้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น

    พิธีกร : แล้วที่คุณแพนด้าเขาบอกว่า ที่อยู่เก่าเขาก็ดีอยู่แล้วล่ะครับ

    แพนด้า : อ่า.. คุณสุนัคครับ ผมไม่ได้บอกว่า บ้านเก่าผมดีนะครับ ผมแค่บอกว่า ไม่มีปัญหาอะไร

    พิธีกร : ครับๆ นั่นล่ะครับ อาจารย์คิดว่าอย่างไรบ้างครับ

    โฟนอิน : นั่นไงครับ คุณแพนด้าก็อยากได้บ้านใหม่

    แพนด้า : ผมเปล่านะครับ

    โฟนอิน : ความจริงเราก็ปรึกษาคุณแพนด้าแล้วนะครับ แต่ไม่รู้ทำไม คุณแพนด้าถึงออกมาเรียกร้อง แต่เราก็พิจารณาใน คบพสสส. แล้วว่า การสร้างบ้านใหม่ให้คุณแพนด้าจะเป็นประโยชน์ที่สุด

    แพนด้า : ประโยชน์กับพวกคุณละสิ จะงาบค่าก่อสร้างกันน่ะ

    พิธีกร : คุณแพนด้า ว่ายังไงนะครับ

    แพนด้า : เปล่าครับ ผมไม่ได้พูดอะไร

    โฟนอิน : ผมได้ยินนะ คุณแพนด้า นี่มันกล่าวหากันชัดๆ ผมจะฟ้องหมิ่นประมาทคุณ

    แพนด้า : คุณจะฟ้องผมได้ยังไง ไหนหลักฐาน นี่มันรายการสดนะคุณ

    พิธีกร : เอ่อ.. แต่เราก็บันทึกเทปนะครับ คุณแพนด้า

    แพนด้า : ...

    โฟนอิน : โดนแน่ๆ

    แพนด้า : ผมว่า เรื่องนี้คุณก็ส่งฟ้องมาแล้วกันครับ แล้วให้ตุลาการเขาตีความ

    โฟนอิน : แหม.. ใจกล้านะคุณ

    แพนด้า : แต่ถ้าตีความมาผมไม่ผิด ผมฟ้องกลับนะครับ

    โฟนอิน : ส่งฟ้องไปผมก็แพ้ ในสายตาสังคม คุณมันคุณชายสะอาดนี่ สองมาตรฐานชัดๆ

    พิธีกร : อาจารย์กำลังดูหมิ่นศาลนะครับ

    โฟนอิน : นั่นไง ปกป้องกันเข้าไป โธ๋เอ๋ย ถ้าคุณได้รู้เบื้องหลังที่มันมาออกสื่อนะ แล้วพวกคุณ..... ตู๊ดๆๆๆๆๆๆๆ

    พิธีกร : รู้สึกสายจะหลุดไปแล้วนะครับ น่าจะมีสัญญาณแทรกเข้ามาในตอนท้าย (หน้าเสีย) เป็นเหตุการ์วุ่นวายพอดูเลยนะครับวันนี้ ตอนนี้เรามาพักกันสักครู่ แล้วเดี๋ยวกลับมาพบกับช่วงสุดท้ายของรายการครับ(เฮ้อ...)

     

     

    ภาพบนจอโทรทัศน์ตัดเข้าโฆษณาปัญญาอ่อนแทบไม่ทัน และสุดท้าย ก็ตัดกลับเข้ามาสู่รายการ

    เสียงดนตรีประกอบรายการดังขึ้น แสงไฟสว่างวาบ

     

    พิธีกร : กลับมาพบกับช่วงสุดท้ายของรายการ "สนทนาประสาสุนัค"นะครับ คำถามสุดท้ายที่ผมอยากถามคุณแพนด้า เกี่ยวกับข่าวเรื่องคุณพลายพันล้าน เกี่ยวกับกรณีที่สังคมออกมาวิพากษ์วิจารณ์ ในการที่เขาทาสีเลียนแบบคุณนะครับ

    แพนด้า : เรื่องนี้มันเป็นเรื่องสิทธิพื้นฐานของสัตวชนนะครับ ผมก็ต้องว่าไปตามสิ่งที่ควรทำ ความจริงผมก็เห็นใจเขานะครับ แต่เขากำลังเลียนแบบผม มันผิดเรื่องลิขสิทธิ์ และทรัพย์สินทางปัญญา ผมจะฟ้อง...

     

    .

    .

    .

     

     

    "ทำตัวเหมือนคนเข้าไปทุกวัน"

    ผมกดปิดโทรทัศน์พร้อมกับสบถเสียงดัง

     

     

     

    อ๊อดดดดดด.......

    มีคนมากดออดหน้าบ้านผม

     

     

     

    "มีพัสดุถึงคุณวรานัสครับ"

    ผมแลบลิ้นแล้วเดินไปเปิดประตู..

     

     

    ---------------------------------------------------------

     

    Status : อินเทรนด์-เป็นหวัด

     

    ติดตาม ตุ้ยนุ้ย โปรเจ็คท์ # ๕ [ตอน...รีโมท] ได้ ที่นี่ วันอังคารที่ 14 กรกฎาคม 2552

    ติดตาม ตุ้ยนุ้ย โปรเจ็คท์ ย้อนหลัง คลิก ที่นี่ ครับ


    เหตุการณ์บนดวงดาว

     

    คุณว่า.. ดวงดาวมีความรู้สึกไหม?

     

    ตุ้ย (กิมจุ้ยลุยสวน) ถามผมว่า

    ถ้าผมเป็นดาวเคราะห์ที่ชื่นชมความสว่างของดวงอาทิตย์มาก

    แล้วดาวเคราะห์ดวงนั้น ก็มีดวงจันทร์ที่แอบชอบมานาน

    ดาวเคราะห์อยากให้ดวงจันทร์นั้นได้เห็นความสว่างของดวงอาทิตย์บ้างจึงพาเธอไปดูดวงอาทิตย์ด้วยกัน

    ดวงจันทร์ที่ไม่เคยพบดวงอาทิตย์มาก่อนก็เกิดหลงรักดวงอาทิตย์

    จึงหลุดวงโคจรจากดาวเคราะห์ไปโคจรรอบดวงอาทิตย์แทน

    ผม - ในฐานะ "ดาวเคราะห์ผู้เดียวดาย"

    ...จะรู้สึกต่อตนเอง, ต่อดวงจันทร์, และต่อพระอาทิตย์อย่างไร?

     

    สมมติให้ผมเป็นดาวเคราะห์

    ..นักพเนจร(Planets)ผู้ไร้ซึ่งแสงสว่างในตนเอง

     

    สมมติให้เธอเป็นดวงจันทร์

    ..ดาวบริวารที่โคจรรอบตัวผม

     

    และสมมติให้เขาเป็นดวงอาทิตย์

    ..ดาวฤกษ์ดวงใหญ่ ผู้แผ่รัศมีกว้างไกลในจักรวาล

     

    ผมเป็นนักเดินทางผู้ทะนงตน ที่ปักใจเชื่อตลอดมาว่า ตนเองเป็นศูนย์กลางของจักรวาล..

    และคิดไปเองว่า ดวงจันทร์จะโคจรอยู่รอบกาย ภายใต้แรงดึงดูดของผมตลอดไป

     

    แต่ผมไม่เคยทำความเข้าใจในจักรวาล..

     

    ผมได้รู้จักกับดวงอาทิตย์

    ผมชื่นชมเขาในฐานะดวงฤกษ์ดวงใหญ่ที่เปี่ยมไปด้วยพลังงานมากมาย

    ..และมีเพียงพอที่จะแจกจ่ายให้นักเดินทางยากไร้ที่ไม่มีแสงสว่างในตนเอง

     

    นักเดินทางที่ปราศจากแสงสว่างอย่างผมจึงโคจรตามดวงอาทิตย์

    ด้วยความคิดที่ว่า ดวงอาทิตย์ได้อุทิศตน เพื่อมอบพลังงานให้ผม

    ..ผู้ทะนงตนว่า เป็นศูนย์กลางแห่งจักรวาล

     

    แต่แล้วความภาคภูมิของนักเดินทางก็ถูกขว้างทิ้ง

    เมื่อเราได้รู้ความจริงจากนักดาราศาสตร์

    นิโคเลาส์ โคเปอร์นิคัส ประกาศว่า ดวงอาทิตย์เป็นศูนย์กลางของจักรวาล

    และแสดงหลักฐานจากการสังเกตการณ์ของกาลิเลโอ

     

    การรับรู้ในครั้งนั้นประหนึ่งการชำเราผม

    มันเปลี่ยนนักเดินทางผู้ทะนงตน ทำให้ผมกลายเป็นเพียงดาวเร่ร่อนที่โคจรไปรอบดวงอาทิตย์

    ความจริงเหล่านั้น แปรสภาพความเย่อหยิ่งที่ผมมี เป็นผงธุลีในอวกาศ

     

    ในฐานะนักเดินทางผู้พร้อมรับทุกสิ่ง

    ผมตัดสินใจที่จะก้มหน้านิ่ง รับความจริงนั้นอย่างลูกผู้ชาย

    ..และยังไม่คลายความชื่นชมที่ผมมีต่อดวงอาทิตย์

     

    เหตุใดผมจึงต้องรังเกียจดวงอาทิตย์ เพียงด้วยความคิดของนักดาราศาสตร์

     

    เพราะไม่มีใครที่จะเข้าใจจักรวาล..

     

    การเป็นศูนย์กลางแห่งจักรวาลไร้ความหมาย และนัยยะสำคัญ

    ตราบเท่าที่ผมยังมีดวงจันทร์โคจรอยู่ข้างกาย

     

    ก่อนที่สุดท้าย..

    มันจะเป็นเพียงความงมงายซ้ำสองของดาวเคราะห์พเนจรอย่างผม

     

    ด้วยความยินดีและชื่นชม ผมจึงพาดวงจันทร์ไปทำความรู้จักกับดวงอาทิตย์

    ..โดยหาได้คิดใคร่ครวญให้ดีไม่ ว่าอาจเกิดสิ่งใดตามมา

     

    ผมพาเธอโคจรไปรอบจักรวาล โดยมีจุดหมายปลายทางคือการพาเธอไปพบพานกับดวงอาทิตย์

    ..โดยไม่ทันระแวงคิดว่า การโคจรครั้งนั้น อาจทำให้เธอจากผมไป

     

    ในวินาทีที่เธอได้พบเขา เกิดเป็นเงาทาบทับบนท้องฟ้า

    นักดาราศาสตร์เรียกขานการพบกันครั้งนั้นว่า สุริยุปราคา

    ..แล้วท้องฟ้าก็แปรเปลี่ยนสีไป

     

    ในจักรวาลของคุณ สุริยุปราคาอาจทำให้ฟ้ามืดมิดได้เพียงชั่วคราว

    แต่ในจักรวาลของผม สุริยุปราคาทำให้ฟ้ามืดดับตราบนิจนิรันดร์

     

    การเคลื่อนตัวจากไปของดวงจันทร์

    ทำให้เกิดปรากฏการณ์กับดาวเคราะห์พเนจรอย่างผม

     

    นักพเนจรโง่เขลา.. ที่เคยเชื่อว่า ตนเองเป็นศูนย์กลางจักรวาล

    นักพเนจรโง่เขลา.. ที่เคยเชื่อว่า ดวงจันทร์จะต้องโคจรรอบเขาตลอดไป

     

    แต่ทุกวัตถุในจักรวาล ล้วนเคลื่อนไปตามแรงดึงดูดของกันและกัน

    และในที่สุด ..ดวงจันทร์ก็เลือกที่จะเคลื่อนไปตามแรงและแสงแห่งดวงอาทิตย์

     

    วันนี้ทุกการรับรู้ได้แปรเปลี่ยนไป

    ผมไม่ใช่ศูนย์กลางของจักรวาล..

    ไม่ใช่เพียงผมที่มีอิทธิพลต่อการโคจรของดวงจันทร์

    แต่การโคจรของดวงจันทร์ก็มีผลต่อผมเช่นกัน

     

    เมื่อดวงจันทร์โคจรจากไป

    มันดึงให้สายน้ำเอ่อล้น รินไหล และแห้งเหือดไปในอวกาศ

     

    ผมกลายเป็นเพียงดาวเคราะห์ที่แห้งแล้ง และมืดมิด

    เมื่อดวงจันทร์กับดวงอาทิตย์โคจรจากไปแสนไกล

     

    ผมกลายเป็นดาวอับแสงที่ล่องลอยเรื่อยไปในจักรวาล

    และตั้งคำถามกับตัวเองว่า ผมเป็นอะไรในจักรวาลแห่งนี้

     

     

    เพราะไม่มีใครที่จะเข้าใจจักรวาล..

     

     

    เมื่อคุณส่องกล้องขึ้นไปบนท้องฟ้า แล้วปรากฏดาวที่ไร้แสงสว่าง และความหมาย

     

     

    คุณว่า.. ดวงดาวมีความรู้สึกไหม?

     

     

      http://www.ijigg.com/jiggPlayer.swf?Autoplay=0&songID=V2ACBBBEPB0

     

     

     

    แด่ปี 2009 - ปีดาราศาสตร์สากล


     

    ------------------------------------------------------------------------------------


     

    ปล.ขอขอบคุณข้อมูลทางดาราศาสตร์และจักรวาลวิทยา จาก wikipedia

    ปล.2 เรื่องนี้เขียนใน ตุ้ยนุ้ย โปรเจ็คท์ ที่ผลัดกันตั้งโจทย์ ผลัดกันเขียนกับ ตุ้ย ที่ exteen

    ตอนแรกคิดว่าจะไม่เอามาลง Space แต่ตอนหลังอดใจไม่ไหว ห้ามใจไม่ได้

    : )

     

     

     


    July 06

    ตุ้ยนุ้ย โปรเจ็คท์

     
    ตอนนี้เขียนบล๊อกร่วมกับตุ้ยอยู่ที่ exteen.com ครับ เป็นโปรเจ็คท์แบบผลัดกันตั้งโจทย์ ผลัดกันเขียน
     
    ติดตามโปรเจ็คท์ฝึกหัดของ 2 บล๊อกเกอร์อ่อนหัดได้ที่
     
     
     
     
    : )
    June 26

    โอกาส

     

    ผมเจอเธอในตอนเช้า..หลายต่อหลายครั้ง

     

    เป็นเพราะอะไรไม่รู้ที่ทำให้เธอดูสะดุดตากว่าคนอื่น

    อาจเป็นเพราะเธอเป็นผู้หญิงที่ดูเป็นพนักงานออฟฟิศ

    ..แบบที่รู้สึกได้ว่าเธอเป็นจริงๆ 

     

    ไม่ต้องแต่งตัวสวยเกินไป

    ไม่ต้องแต่งหน้าจัดๆ

    ไม่ต้องทำตัวดูฉลาดอยู่ตลอดเวลา

    ..แต่ก็รู้สึกได้ว่า เธอเป็นคนมีความคิด

     

    เราจะเจอกันบนรถไฟฟ้าสายสุขุมวิทที่ออกจากสถานีสยาม

    หลังจากผมเปลี่ยนเส้นทางจากสายวงเวียนใหญ่ เพื่อไปลงสถานีทองหล่อ

     

    ส่วนเธอมาจากไหน ผมไม่อาจทราบได้

    ..ผมรู้แค่ว่า เธอจะลงที่สถานีชิดลม

     

    เรามีโอกาสได้พบกัน แค่วันละไม่เกิน 1 สถานี

     

    ผมไม่เคยคิดเลยว่า จะต้องไปถึงที่นั่นกี่โมง จะต้องเข้าโบกี้ไหน จะต้องเข้าประตูบานที่เท่าไหร่

    แค่ผมเดินมาถึง หยุดรอรถไฟฟ้าตามแต่ใจตัวเองในแต่ละวัน

    ..แต่ผมก็ไม่รู้ว่า ทำไมผมถึงเจอเธอเกือบทุกวัน 

     

    วันนี้ผมมาสายกว่าปกติถึง 15 นาที 

    แต่เหมือนฟ้าเล่นตลก แกล้งให้ผมตกใจ

    ..เช้านี้ผมก็เจอเธออีกครั้ง

     

    เธอคล้ายๆจะยังเหมือนเดิม..

    ไม่แต่งตัวสวยเกินไป

    ไม่แต่งหน้าจัดๆ

    ไม่ทำตัวดูฉลาดอยู่ตลอดเวลา

     

     

    ..แต่วันนี้เธอน่ารักเป็นบ้า !!!

     

     

    ผมเชื่อว่า บางสิ่งก็ฟ้าก็กำหนดมา บางสิ่งเราก็ต้องไขว่คว้าเอาไว้เอง

    ฟ้ามักนำเสนอโอกาสมาให้ แต่เราจะเป็นคนตัดสินใจเลือก..

     

    ผมเชื่อจริงๆว่า ..ฟ้ามีหน้าที่แค่นำพาคนบางคนให้มาพบกันเท่านั้น

    ..หลังจากนั้นเราเองต้องเป็นคนตัดสินใจว่า จะดำเนินชีวิตต่อไปอย่างไร?

     

    แล้วผมจะทำยังไง?

     

    ผมแอบคิดไปว่า..

    ถ้าพรุ่งนี้ผมจะไม่ได้พบเธออีก..

    ถ้าวันนี้เป็นโอกาสสุดท้ายของผม..

    ไม่ใช่สิ ..ถ้าวันนี้เป็นโอกาสเดียวของผม

     

     

    ผมเหลือบมองเธอ ขณะที่รถไฟฟ้ากำลังจะเข้าเทียบชานชาลาสถานีชิดลม

     

    ..

    ..

    ประตูกำลังจะเปิดออก

    ..

    ..

     

     

     

     

    บางครั้งก็โอกาสก็เข้ามาหาเรา...

     

    ..

    ..

    ..

    ..

    ..

     

    ..เพียงเพื่อให้เราปล่อยมันผ่านไป

     

    June 25

    Restart

     

    วันนี้ง่วนกับการตัดต่อไฟล์VDOของโชว์ชุดหนึ่ง เพื่อจะเอาไปนำเสนอลูกค้าพรุ่งนี้

    โดยจะต้องตัดต่อไฟล์ที่มีความยาว 30 นาทีให้เหลือแค่ 1 นาที

    ความยากของการตัดต่อนั่นไม่เท่าไหร่หรอกครับ

    แต่ที่หนักหนาเอาการอยู่ก็คือ มันไม่สามารถ export ไฟล์ได้ซะที

     

    อยู่ดีๆก็นึกถึงคำพูดของเพื่อนคนนึงที่เชี่ยวชาญทางคอมพิวเตอร์เคยบอกไว้

    "ทำอะไรไม่ได้ก็ลอง Restart ดู"

    ผมรู้สึกลังเลในใจ เพราะงานก็ยังคั่งค้างอยู่บนหน้าจอมากมาย

    สุดท้ายก็ตัดสินใจไล่saveไฟล์ทีละงานๆ แล้วก็กด Restart เครื่องดู

     

    พอเปิดเครื่องขึ้นมาใหม่ ผมเอาไฟล์VDOที่ตัดต่อค้างไว้ลอง export ดู

    ปรากฏว่าไม่กี่นาที ไฟล์นั้นก็ export สำเร็จเรียบร้อย หลังจากที่ผมพยายาม export มันอยู่เป็นชั่วโมงๆ

     

    เพื่อนผมคนนั้นเคยอธิบายไว้คร่าวๆประมาณว่า การที่เราเปิดคอมพิวเตอร์ทำนั่นนู่นนี่นานๆ

    เมื่อผ่านการทำงานมากๆ เครื่องมันก็ล้าเป็นเรื่องธรรมดา

    บางครั้งมันก็ออกอาการหงุดหงิด ทำอะไรได้ไม่เต็มที่ 

     

    บางครั้งถึงงานจะเร่งยังไง แต่ถ้าเร่งตัวเองเกินไป ไม่หยุดพักผ่อนบ้าง

    งานก็พาลจะชะงัก รอยหยักในสมองก็อาจจะฝ่อลงไปได้

     

    คอมพิวเตอร์ยังต้องการพักผ่อนในบางเวลา แล้วนับประสาอะไรกับคนเรา

     

     

    ..Restart ตัวเองบ้างนะครับ

    ^_^

    June 23

    สนานจิต บางสะพาน

     

    ความคิดยังวนเวียนอยู่กับสิ่งที่ได้จากการไปงาน "คนรุ่นเราในเงาเวลาของ'รงค์ วงษ์สวรรค์" มาครับ

    แต่ความจริงแล้ว นอกจากงานสนทนา ก็ยังมีการจัดนิทรรศการภาพถ่าย"Bridge:สะพานเชื่อมยุคสมัยของ'รงค์ วงษ์สวรรค์"

     

    ตอนที่ผมนั่งรถข้ามสะพานพุทธฯไปงาน ผมก็มองผ่านกระจกรถออกไปยังแม่น้ำเจ้าพระยา

    แล้วย้อนนึกถึงช่วงเวลาที่ผมเคยใกล้ชิดกับ"สะพาน"มากกว่านี้

     

    วันนี้เลยลองกลับมานั่งรำลึกความหลังถึงบาง"สะพาน" ที่ผมเคยร่วมสนุกสนานสำราญจิตใจ

     

    ตอนผมเด็กๆ ทุกปิดเทอมผมจะไปอาศัยอยู่บ้านป้าที่แถวๆโรงพยาบาลหัวเฉียว

    สะพานที่ผมใกล้ชิดที่สุดยามประถมวัย เป็นสะพานไม้เก่าๆ ที่พาดข้ามคลองมหานาค สามารถลัดทะลุด้านหลังของตลาดโบ๊เบ๊ได้

    สะพานไม้นั้นมีอายุเท่าไหร่ ผมไม่อาจทราบได้ แต่มันยังดูแข็งแรงดี ขนาดที่ว่า มีรถมอเตอร์ไซค์วิ่งผ่านได้หลายคัน

    ผมจำได้ว่า บางบ่ายที่น่าเบื่อ ผมจะชักชวนเพื่อนๆ เดินข้ามมันไป เพื่อหาอะไรสนุกๆทำ

    บ้านแถวนั้นเป็นบ้านไม้ ต่างกับบ้านของผมกับเพื่อนๆที่เป็นห้องแถวปูนที่มีประตูเลื่อนเหล็กบานใหญ่

    ผู้คนแถวนี้ก็ไม่ใช่คนไทยเชื้อสายจีนเหมือนละแวกบ้านป้าผม ส่วนใหญ่จะเป็นคนไทยจริงๆซะมากกว่า

    แค่การเดินเที่ยวชมผู้คนในละแวกนั้น ก็ทำให้ผมหายเบื่อได้แล้ว

     

    พอเข้าช่วงมัธยมต้น ผมก็อัพเกรดตัวเองจากสะพานไม้ไปสู่"สะพานเหล็ก"

    เด็กมัธยมในยุคสมัยผมคงรู้จักสะพานเหล็กดีกว่าเด็กในยุคสมัยนี้ ที่ดูจะคุ้นเคยกับพันธ์ทิพย์หรือฟอร์จูนมากกว่า

    สะพานเหล็กในยุคนั้น(ไม่รู้ว่ายุคนี้ด้วยหรือเปล่า?)เต็มไปด้วยเกมส์ การ์ตูน ของเล่น และความบันเทิงเริงใจสำหรับเด็กชาย

    ใครก็ตามที่มีเกมส์บอยไว้ในครอบครอง มีเพลย์สเตชั่นตั้งตระหง่านอยู่กลางบ้าน จะกลายเป็นเด็กชายที่มีเพื่อนมากมายโดยไม่รู้เนื้อรู้ตัว

    ..แต่ไม่ใช่ผมหรอกครับ

    ผมไปเดินสะพานเหล็กทุกครั้ง ก็แทบจะเสียแต่ค่ารถเมล์เท่านั้น ไม่เคยได้อะไรติดไม้ติดมือกลับมาเลย

    ไม่ใช่เพราะผมเป็นคนประหยัด แต่กำลังทรัพย์มันไม่พอที่จะซื้ออะไร

    การเดินวนรอบสะพานเหล็ก กวาดสายตาไล่ไปทีละร้าน ดูตัวการ์ตูนที่ออกใหม่ เกมส์ใหม่ที่เขาเปิดเล่นกัน

    ..แค่นั้นก็ทำให้ผมมีความสุขแล้ว

    ระยะหลังๆที่ผมเดินสะพานเหล็ก เป็นช่วงที่ผมเปลี่ยนถ่ายความสนใจจาก"เกมส์"ไปสู่"เพลง"

    สะพานเหล็กยังเป็นเพื่อนที่ดีเสมอ ด้วยการหยิบยื่น"Peacock"หรือเทปผีเพลงฝรั่งในยุคก่อน MP3 ระบาด

    ..หลังจากเคยเอาเกมส์ใหม่ๆมาให้ผมเปิดตา ก็เอาเพลงใหม่ๆมาให้ผมเปิดหู

     

    เวลาล่วงเข้าช่วงมัธยมปลาย ผมก็เริ่มย้ายสะพานไปประจำการสะพานที่ใหญ่กว่า ที่พาดข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา

    ..สะพานนั้นคือสะพานปิ่นเกล้า

    ผมรู้สึกว่า ตัวเองเป็นคนชอบเดินก็ช่วงมัธยมปลายนี่แหละครับ

    ผมจำได้ว่า เคยเดินจากเซ็นทรัลปิ่นเกล้า กลับบ้านที่ย่านหัวลำโพง

    ..ไม่ใช่เพราะไม่มีตังค์

    ..แต่เพราะไม่มีอะไรทำต่างหาก

    ผมชอบเวลาที่เดินข้ามฝั่งแม่น้ำ แล้วยืนหยุดอยู่กลางสะพาน เพื่อมองทุกอย่างแล่นไปไหลมา

    ..มันเป็นเวลาที่น่าจดจำ

     

    และแล้วก็ผ่านเวลาพ้นช่วงเวลา จนมาถึงสมัยมหาวิทยาลัย

    ช่วงนี้ผมมีเพื่อนใหม่เป็นสะพานพระราม8 ครับ

    ถ้ามีให้เลือกสะพานในกรุงเทพมหานครที่น่ามองที่สุดในยามราตรี ผมว่า คงไม่หนีสะพานพระราม8ไปได้

    ..ผมมักจะชวนเพื่อนไปยืนตากลม ชมไฟบนสะพานพระราม8 ด้วยเหตุผลว่า มันทั้งสวย และก็เงียบสงบดี

    วิวธนาคารแห่งประเทศไทยยามค่ำคืนนั้น สวยมาก ถ้าหากใครยังไม่เคยมอง ก็ควรลองไปดูกัน

    สะพานพระราม8 แตกต่างจากสะพานปิ่นเกล้าเรื่องความพลุกพล่าน เพราะมันสงบกว่ามากทีเดียว

    ครั้งหนึ่ง ผมเคยลองท้าเพื่อนให้ไปนอนบนพื้นถนนบนสะพานพระราม8

    คืนนั้น เพื่อนไม่ทำครับ ..แต่ผมทำ

    ผมปีนข้ามรั้วที่กั้นระหว่างถนนกับราวสะพาน แล้วลงไปนอนหงายหลับตา นับ1-5อยู่กลางถนน

    พอนับครบ 5 ผมก็ลุกปีนกลับมาตรงราวสะพาน

    ..แล้วชีวิตก็ผ่าน ข้ามช่วงที่บ้าบิ่นแบบนั้นไป

     

    สำหรับช่วงชีวิตนี้ของผม ถึงจะต้องเจอกับสะพานทุกวัน แต่ก็เหมือนห่างกันแสนไกล

    ผมข้ามสะพานทุกวัน แต่ไม่เคยได้สัมผัสเท้าลงไปบนสะพานเหล่านั้น

    หากเป็นไปได้ ผมอยากลองหาเวลา กลับไปทำความคุ้นเคยกับสะพาน อีกหลายๆสะพาน

    ..เผื่อมันจะทำให้ผมสนุกสนานกับชีวิตมากขึ้นกว่านี้ก็เป็นได้

     

    ช่วงชีวิตของคนเราก็เหมือนกับสะพานบางสะพาน ..ที่เราต้องข้ามมันไปให้ได้

    คุณอาจจะเดินเร็ว หรือเดินช้า อาจเหนื่อยล้า หรือมุ่งมั่น

    ..แต่เราก็รู้ว่า เราจะต้องเดินผ่านมันไป

    ..เพื่อไปยังอีกหลายๆสะพาน

     

     

    ปล.รูปนี้ ผมถ่ายจากมุมหนึ่งของบันไดที่เดินขึ้นสะพานปิ่นเกล้า

    ผมชอบที่บางส่วนของสะพาน มันปิดชื่อสะพานจนเห็นเป็นคำว่า "ล้า" พอดี

    หากเราเดินลง เราคงไม่เห็นคำว่า"ล้า"

    แต่หากเราเดินขึ้นมา เราก็อาจจะเห็นมัน..

    แล้วเราควรตั้งจุดมุ่งหมายไว้ที่ไหน? ด้านบนหรือด้านล่าง?

    ...

    June 12

    เรื่องเบาๆ

     

    ..เคยมีคนบอกว่า ถ้าเรามองหา เราก็จะมองเห็น

    พอผมแกว่งตาหาเรื่องที่จะมาเล่า ก็เลยเจอเรื่องที่จะเอามาเขียน..

     

    สัปดาห์ที่ผ่านมา ผมไปจัดงานประชุมด้าน Technic ของ Coke มาครับ (Coke Thailand นะครับ ไม่ใช่ ไทยน้ำทิพย์)

    เป็นการประชุมในภูมิภาคเอเชียหรือเรียกว่า ATOC (Asia Technical Operations Council)

    การประชุมครั้งนี้เป็นภาษาอังกฤษล้วนๆครับ ซึ่งผมเองก็พอฟังได้บ้าง

    แต่ด้วยความที่ว่า มันเป็นเรื่องค่อนข้างวิชาการ ไม่ใช่ภาษาธรรมดาที่เราพูดกัน ก็เลยฟังไม่ค่อยรู้เรื่องเท่าไหร่

    การประชุมครั้งนี้มีชื่อที่ยาวเหยียดมากครับ ใช้ชื่อว่า

    "Delivering Supply Chain Productivity in Challenging Times"

    คร่าวๆก็คือ เป็นการประชุมเกี่ยวกับโปรเจคต์ด้านเทคนิคที่จะช่วยลดต้นทุนการดำเนินงานต่างๆ

    ..แล้วก็เอาโปรเจคต์มาแชร์กันว่า ปีที่ผ่านมาบริษัทนี้ทำอย่างนี้อย่างนั้น

    คำนวณออกมาแล้วแต่ละโปรเจคต์ลดต้นทุนได้เท่าไหร่กันบ้าง?

     

    ขออนุญาตอธิบายเรื่องการลดต้นทุนทางด้าน Technic ซักเล็กน้อยครับว่าเขาคุยกันเกี่ยวอะไรบ้าง?

    ตัวอย่างชัดๆที่น่าจะเห็นภาพได้ชัดเจนที่สุดก็คือ เรื่องจำนวนเกลียวของขวดน้ำพลาสติกครับ

    คือในอดีตขวดพลาสติกของ Coke จะมีเกลียว 3 ชั้น แต่ปัจจุบันเกลียวของขวดเหลือแค่ 2 ชั้นครับ

    คนก็อาจจะงงว่า แค่ลดจำนวนเกลียวแล้วมันลดต้นทุนได้ยังไง

    คำตอบก็คือ พวกเขาสามารถลดพลาสติกที่ใช้ในการทำเกลียวอีก 1 ชั้นนั่นแหละครับ

    และในปีนั้น Coke ทั่วโลกสามารถลดต้นทุนการผลิตได้หลายล้านUSD เลยทีเดียว !!! 

     

    งานประชุมเป็นอะไรที่ค่อนข้างน่าเบื่อสำหรับคนทำ event

    แล้วยิ่งการประชุมแบบไร้ Subtitle กับคนทำ event ที่ฟังภาษาอังกฤษได้ในระดับปานกลาง

    ..เป็นอะไรที่น่าเบื่อสุดๆครับ

     

    แต่เรื่องที่จะหยิบมาเล่า เป็น"เรื่องเบาๆ" ที่ทำให้เอาผมตาสว่างตั้งใจฟังกันเลยทีเดียว

    เรื่องนี้ มาจาก Coco-Cola WEST ประเทศญี่ปุ่นครับ

    เขาใช้ชื่อโปรเจคต์ว่า "Japan's Lightest PET Bottle"

    หรือแปลเป็นไทยก็ประมาณว่า "ขวดพลาสติกที่เบาที่สุดในญี่ปุ่น" อะไรประมาณนี้

     

     

    พอพี่ยุ่นแกเริ่ม Present ฝรั่งหัวทองก็ตื่นตาตื่นใจกันเป็นแถวครับ

    พี่ยุ่นแกเริ่มด้วยการเอา I-LOHAS ซึ่งเป็นแบรนด์น้ำดื่มของ Coca-Cola ในประเทศญี่ปุ่นมาตั้งไว้บนโต๊ะ

     

     

     

    บนโต๊ะในห้องประชุมทุกโต๊ะจะมี I-LOHAS 2 ขวดตั้งอยู่ครับ

    ขวดนึงมีน้ำเต็มขวด แบบพร้อมจำหน่าย อีกขวดนึงเป็นขวดเปล่า ไม่มีน้ำ ไม่มีฉลาก ไม่มีฝา

     

    พี่ยุ่นแกก็ฉายสไลด์เกี่ยวกับโครงสร้างของขวดที่ว่านี้ให้ดู ถึงขั้นตอนการออกแบบ ว่าตรงไหนเป็นอะไรยังไงคร่าวๆ

    แกบอกว่า ขวดนี้ยืดหยุ่นสูงมาก เพราะมีโครงสร้างแบบสปริงครับ !!

    แกเอานิ้วจิ้มลงไปตรงฝาครับ แล้วออกแรงกดขวดที่มีน้ำอยู่ลงไปนิดนึง

    เราเห็นขวดน้ำยวบลงไปตามแรงกดเล็กน้อยครับ แล้วพี่ยุ่นแกก็ปล่อยขวดมันก็คืนสภาพเดิม

    แต่ยังไม่พอครับพี่ยุ่นแกจับขวดด้วยสองมือ แล้วงอเบาๆ

    ขวดนั้นก็งอไปด้วยครับ

     

    ฝรั่งงง ผมก็งงครับ

    ..และคิดว่าอีกหลายคนก็คงจะงง

     

    พี่ยุ่นก็เลยอธิบายว่า การที่ขวดมีความยืดหยุ่นดีนั้นเป็นข้อดีครับ

    นั่นก็คือถ้าขวดยืดหยุ่นดี อัตราความเสียหายจากการกระแทกในการขนส่ง ก็จะลดลง

    นั่นหมายความว่า ขวดน้ำทุกขวด และน้ำทุกหยด ก็จะส่งตรงถึงมือผู้บริโภค ไม่มีการสูญเสียไปโดยเปล่าประโยชน์

     

    จบจากขวดที่มีน้ำเต็มไปแล้ว พี่ยุ่นแกก็มาเริ่มที่ขวดเปล่าครับ

    แกหยิบขวดเปล่าขึ้นมาบิด แล้วก็บิด (ดูVDOประกอบครับ) 

     

     

     

    ฝรั่งอึ้งครับ !!

     

    พอบิดเสร็จ พี่ยุ่นแกก็ทำหน้าตาเรียบเฉยพร้อมอธิบายว่า นี่คือวิธีลดปริมาตรของขวด เมื่อมันกลายเป็นขยะ

    พี่ยุ่นแกอธิบายว่า นอกจากเราจะสามารถลดต้นทุนของเราได้แล้ว

    มันสามารถช่วยลดต้นทุนของการเก็บขยะมารีไซเคิลได้ด้วย

    เพราะมันสามาถบิดได้จนเหลือขนาดเล็กมาก (ดูภาพประกอบครับ)

     

     

    พี่ยุ่นแกบอกว่า นีคือนวัตกรรมที่เราสามารถคืนให้สังคมได้ นอกเหนือจากกิจกรรม CSR ที่ทุกองค์กรกำลังตื่นตัว

     

    และมาถึงไฮไลท์ของเจ้าขวดนี้ครับ

    เจ้าขวดนี้มีน้ำหนักเพียงแค่ 12 กรัม เบากว่าขวดพลาสติกทั่วไปถึง 40% !!

     

    ทุกคนอาจจะกำลังคำนวณว่า มันลดต้นทุนพลาสติกไปได้เท่าไหร่?

    แต่พี่ยุ่นแกไม่ได้คิดแค่นั้นครับ

    พี่ยุ่นอธิบายว่า การลดน้ำหนักของขวดนั้น ไม่ใช่แค่การลดขนาดของขวด

    สิ่งที่หายไป จึงไม่ใช่แค่พลาสติก แต่เป็นน้ำหนัก

     

    แล้วน้ำหนักมาเกี่ยวอะไร?

     

    คำตอบก็คือ น้ำหนักที่เบาของเจ้าขวดนี้ ทำให้พวกเขาสามารถลดจำนวนการขนส่งได้ครับ..

    ลดจำนวนการขนส่ง = ลดต้นทุนการขนส่ง = ลดการใช้น้ำมัน

     

    โปรเจคต์ลดต้นทุนอื่นๆที่นำเสนอกัน สามารถลดต้นทุนได้ประมาณ 2-3 ล้าน USD ต่อปีครับ

    แต่ "Japan's Lightest PET Bottle" สามารถลดต้นทุนได้ถึง 23 ล้าน USD ต่อปี !!!

     

    ตอนนี้ขวดนี้กำลังอยู่ในขั้นตอนวิจัยและพัฒนา เพื่อนำไปใช้กับน้ำอัดลมครับ

    ซึ่งทางผู้ผลิตก็จะต้องคำนึงถึงการรักษาความซ่าของน้ำอัดลมไว้ด้วย ก็เลยต้องใช้เวลาหน่อย

    ..แต่ถ้าทำได้ นั่นก็หมายความว่า เราจะสามารถประหยัดพลาสติก และน้ำมันเชื้อเพลิงได้อีกมากโขทีเดียว

     

    บางคนอาจจะคิดว่า จุดเริ่มต้นของโครงการนี้เป็นแค่การลดต้นทุนการผลิตขององค์กรธุรกิจองค์กรหนึ่งเท่านั้น

    ..มันไม่ได้เกิดจากความคิดที่ช่วยเหลือเรื่องสิ่งแวดล้อมใดๆ จากองค์กรทางสังคม สิ่งแวดล้อม ฯลฯ

    แต่ผมอยากให้ลองมองถึงผลที่เกิดขึ้นมากกว่า

    ถึงแม้โครงการนี้จะเป็นโครงการของภาคธุรกิจ

    แต่มันได้สะท้อนให้เราเห็นถึงความพยายามในการ"ลด"การใช้ทรัพยากร

    และทำให้เราตระหนักถึงการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า

     

    ใครจะไปคิดว่าแค่เราลดน้ำหนักของอะไรบางอย่าง..

    เราก็สร้างการเปลี่ยนแปลงให้กับโลกได้แล้ว

     

     

     

     

     

    June 06

    "คิด"อะไร?

     

    เมื่อวันพุธที่ผ่านมา มีโอกาสได้เข้าไปนั่งฟังเลกเชอร์ วิชาอะไร กับอ.ยงยุทธ จรรยารักษ์ และพี่ก้อง-ทรงกลด บางยี่ขัน

     

    ด้วยความที่เคยชินที่ตอนเรียนชอบเข้าห้องเรียนสาย ..และเย็นวันนั้นก็เช่นกัน

    กว่าจะย้ายร่างกายออกจากออฟฟิศไปซื้อตั๋ว FAT T-Shirt Festival #5 ที่ สยามดิสคัฟเวอรี่

    แล้วเดินตะล๊อกต๊อกแต๊กไปคณะวิทยาศาสตร์ จุฬาฯ กว่าจะถึงก็ปาเข้าทุ่มนึงแล้ว

     

    เมื่อไปถึงตามคาด คือเป็นคนสุดท้ายที่เข้าไป เลยระเห็จไปนั่งฟังอยู่หลังสุด

    แต่ที่ผิดคาดก็คือ คนมากันเยอะมาก (ประมาณ20คนได้)

     

    ด้วยความที่เป็นเด็กหลังห้อง ก็เลยฟังอะไรไม่ถนัดถนี่ แถมมาสาย เขาคุยกันไปถึงไหนก็ไม่ค่อยรู้เรื่อง

    แต่ก็ยังพอจับใจความ ข้อคิด และความเห็นจากอ.ยงยุทธมาได้พอสมควร เลยเก็บมาฝาก แล้วลองคิดตามกันดูครับ

    (ฟังไม่ค่อยได้ยินเท่าไหร่ ถ้าผิดพลาดประการใด เป็นความผิดของผมเองครับ ไม่ใช่ของอาจารย์)

     

    - คุณสมบัติที่สำคัญที่สุดของผู้นำคือ "อึด"

    อ.ยงยุทธบอกว่า คุณสมบัติอื่นๆของผู้นำก็สำคัญ แต่ใน"มุมมองของท่าน" ความอึดเป็นคุณสมบัติที่สำคัญที่สุด

    ความอึดในที่นี่ หมายถึง ความอดทนต่อสิ่งต่างๆที่เข้ามา แล้วใช้สติ ปัญญา ความคิดในการแก้ไขปัญหา

    ไม่ใจร้อน ด่วนตัดสินใจไปตามอารมณ์ ซึ่งจะผลไปในทางที่ไม่ดีได้ 

     

    - หัวหน้าที่ดี เมื่อเสร็จงาน ลูกน้องจะต้องได้หน้า

    อ.ยงยุทธบอกว่า ถ้าทำงานอะไรก็แล้วแต่เสร็จแล้วหัวหน้าได้หน้าอยู่คนเดียว

    ไม่มีทางที่กลุ่ม องค์กร หรือทีมนั้นๆจะรอดพ้นไปได้

    แต่ถ้าทำงานเสร็จ ลูกน้องได้เครดิต ได้รับคำชื่นชม สิ่งเหล่านั้นก็จะกลับมาหาหัวหน้างานเอง

     

    - ธรรมะที่สำคัญที่สุดของครู คือ "อุเบกขา"

    อ.ยงยุทธ ถามว่า อุเบกขาคืออะไร? มีคนตอบว่า การวางเฉย อ.ยงยุทธบอกว่า นั่นยังไม่ใช่คำจำกัดความที่ถ่องแท้

    อ.ยงยุทธบอกว่า อุเบกขา"ในมุมมองของท่าน"คือ การไม่อวดดีแม้มีดีให้อวด

    ในความเห็นของท่าน ครูไม่จำเป็นจะต้องแสดงความรู้ แสดงความสูงส่งกว่าลูกศิษย์

    แต่ควรให้ศิษย์ได้เรียนรู้ และคิดได้ด้วยตนเองมากกว่า

     

    - ต้นไม้เรียนรู้ได้ดีกว่าสิ่งอื่นๆ จากการที่มันเดินไม่ได้

    ข้อคิดนี้ มาจากคำที่อ.ยงยุทธบอกว่า สิ่งมีชีวิตทุกชีวิตต้องเรียนรู้ อย่างคน สัตว์ ก็จะต้องเรียนรู้ เพื่อที่จะมีชีวิตรอด

    จึงมีคนถามขึ้นมาว่า แล้วต้นไม้เรียนรู้อย่างไร?

    ท่านจึงบอกว่า ต้นไม้นี่แหละคือตัวอย่างสิ่งมีชีวิตที่เรียนรู้ดีที่สุด เพราะต้นไม้เดินไม่ได้

    สิ่งมีชีวิตแบบคนหรือสัตว์ที่เคลื่อนที่ไปไหนมาไหนได้ เมื่อเบื่อหน่ายปัญหา หาทางเรียนรู้ไม่ได้ เราก็จะ"หนี"ไปหาสิ่งอื่นๆ

    แต่ต้นไม้ไม่สามารถหนีได้ ถ้าจะมีปัญหาเข้ามาหาตัวมัน มันต้องเรียนรู้ที่จะปรับตัวเพื่อเอาชีวิตรอดให้ได้

    อ.ยงยุทธเคยบอกหลายครั้งว่า ต้นไม้เป็นครูที่ดีที่สุดของสิ่งมีชีวิต

    เมื่อผมคิดถึงเรื่องนี้ ก็คิดว่า ต้นไม้เป็นครูที่ดีที่จะสอนให้เรากล้าเผชิญหน้ากับปัญหา

     

    - ทุกอย่างบนโลกนี้ไม่มีถูกไม่มีผิด จนกว่าจะมีผลจากการกระทำของมัน

    อ.ยงยุทธอธิบายเรื่องนี้ว่า อย่าตัดสินใจสิ่งต่างๆแค่เพียงเหตุ แต่เราต้องคิด"ผล"ของมันต่างหาก

    การกระทำบางอย่างอาจดูเหมือนเป็นสิ่งเลวร้าย แต่เมื่อผลของมันทำให้เกิดสิ่งดีๆขึ้น

    เราจะบอกว่า การกระทำนั้นถูกหรือผิด?

     

    - ทุกสิ่งทุกอย่างที่สร้างบทเรียนให้กับเรา เป็น"ครู"ของเรา

    "ในมุมมองของท่าน" ทุกสิ่งบนโลกนี้ล้วนเป็นครูที่ทำให้ชีวิตเราเรียนรู้ได้ไม่จบสิ้น

     

    - เป้าหมายของการศึกษา ควรจะเป็นการช่วยเหลือทุกชีวิตให้เป็นปกติ

    ประโยคนี้ ผมว่ามันตีความได้หลายแบบ อ.ยงยุทธอธิบายไว้สั้นๆแต่ผมจดไว้ไม่ทัน

    ลองเอาไปคิดกันต่อเล่นๆนะครับ

     

     

    อ.ยงยุทธเรียกการคุยแบบนี้ว่า "สนทนาจิปาถะ" คือคุยกันทุกเรื่อง

    ใครมีอะไรสงสัย มีเรื่องอะไรอยากแชร์ความคิด ก็สามารถคุยได้ไม่จำกัด

    เพราะท่านเห็นความสำคัญของการตั้งคำถามกับทุกๆสิ่งรอบตัว

    และด้วยความคิดนี้เอง พี่ก้อง-ทรงกลด จึงตั้งชื่อโครงการนี้ว่า "วิชาอะไร"

    คือการนั่งคุยกับอ.ยงยุทธว่าด้วยการตั้งคำถาม และคิดหาคำตอบ"ในมุมมองของท่าน"

     

    อ.ยงยุทธมักบอกเสมอว่า อย่าเชื่อในความรู้ แต่จงตั้งคำถาม และคิดตามเพื่อหาคำตอบ

    ..ถ้าอ่านจบแล้ว อย่าเพิ่งเชื่อนะครับ

    ลองคิดตามกันดูก่อน

     

    ตารางเรียน"วิชาอะไร"คาบต่อไป :

    วันพุธที่ 24 มิถุนายน 2552 ณ ห้องเลคเชอร์ในตึกภาควิชาพฤกษศาสตร์ คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาฯ

    เวลา 18.00 - 20.00 น.

     

    ผมขอปิดท้ายด้วยคำคมที่ผมชอบที่สุดในค่ำวันนั้น

    "ผมไม่มีความรู้อะไรเลย ผมมีแต่ความคิดเท่านั้น" - อ.ยงยุทธ จรรยารักษ์

     

     

    ปล.อยากมีเรื่องกับผมเชิญ ที่นี่ ครับ

     

     

    June 03

    ฟัง-หู-ไว้-หู

     

    ทุกเช้า พอก้าวเท้าออกจากบ้าน ผมจะหยิบก้านของเครื่องบรรทุก MP3 เอามันเสียบใส่หู

    ทุกเย็น เมื่อผมเบียดร่างเข้าไปในฝูงชนบนรถไฟฟ้าที่แน่นยิ่งกว่าปลากระป๋อง เสียงเพลงจากเครื่องเดิมเครื่องนั้น ก็จะดังกังวาลในหูผม

    .

    .

     

    ในวันหนึ่ง ผมทดลองอะไรบางอย่าง

    ..ผมลองไม่หยิบมันออกจากกระเป๋า ลองไม่เอาหูฟังเสียบหู

     

    ผมลองมองภาพผู้คนมากมายบนรถไฟฟ้า ที่ต่างพากันเอาหูฟังเสียบหู แล้วอยู่กับโลกของเสียงเพลง

    ..และโลกของตัวเองเท่านั้น

     

    ผมรู้สึกว่าภาพนั้นเหงา..

     

    เมื่อเหล่านักสัญจรเดียวดาย ทิ้งโลกที่วุ่นวายไว้เบื้องหลัง แล้วเดินทางสู่โลกของตัวเองคนละใบ

    ต่างไปของภาพเพื่อนฝูงพี่น้องที่พวกเขาร่วมสัญจรมาด้วยกัน

     

    คนกลุ่มนึงพูดคุย มองตา ส่งรอยยิ้ม เสียงหัวเราะให้แก่กัน

    คนอีกกลุ่มนึงนั่งนิง หลับตา ปิดกั้นตัวเองจากโลกใบเดิม

     

    ผมนึกสงสัยว่า ทำไมถึงเรียกมันว่า หูฟัง

    ผมนึกสงสัยถึงคำที่ใครเคยพูดไว้ว่า "ได้ยินแต่ไม่ได้ฟัง"

    ความจริงแล้ว พวกเขาแค่เปิดเพลงให้ได้ยิน หรือได้ฟัง

    พวกเขาได้ยินอะไร?

    พวกเขากำลังฟังอะไร?

     

    "คนเราชอบสิ่งที่เราควบคุมได้" ผมนึกถึงคำพูดของอ.ยงยุทธ จรรยารักษ์ ตอนที่ร่วมเดินทางไปกับท่านในทริป"ไม้-เมือง-ร้อน"

    อ.ยงยุทธบอกว่า คนเราชอบไฟฟ้าก็เพราะว่ามันควบคุมได้ มากกว่าพระอาทิตย์

    ถ้าเราอยากให้สว่างก็แค่เปิดสวิทซ์ ถ้าเราอยากให้มืดสนิทก็แค่กดปิดมันเท่านั้น

    ผมมองเรื่องพฤติกรรมการเสียบหูฟังในมุมมองเดียวกัน

     

    ถ้าเราไม่พึงใจจะฟังเสียงรอบกาย ก็แค่เอาหูฟังเสียบหู เสียงภายนอกก็ยากจะที่รอดรูเข้าไปในหูเราได้

    ..แถมเรายังเลือกได้ว่าเราอยากจะฟังอะไร อยากจะฟังเพลงไหน อยากให้โลกส่วนตัวของเราเป็นยังไง

    ดูเป็นความสะดวกสบายกับการตัดขาดจากโลกภายนอก

     

    ผมว่า การฟังเพลง ชอบเสียงดนตรี ไม่ใช่เรื่องผิด ผมเองก็ชอบฟัง

    ..แต่เราจะเลือกฟังแต่เสียงที่เราต้องการ เลือกอยู่บนโลกที่เราอยากจินตนาการถึงเท่านั้นเหรอ

     

    แล้วเสียงจากโลกภายนอกเล่า เราเคยรับฟังมันบ้างไหม?

    แล้วเสียงจากโลกแห่งความจริงเป็นอย่างไร เราจะไม่ฟังมันเลยหรือ?

     

    ปัญหาวุ่นวายมากมายที่เกิดขึ้นบนโลกใบนี้ บางที..อาจเป็นเพราะเราเลือกที่จะฟังมากเกินไป

    ไม่ใช่สิ.. เราเลือกจะฟัง"สิ่งที่เราต้องการ"มากไปต่างหาก

    เราจึงหลีกหนีที่จะฟังความจริง ฟังเรื่องจริงที่เกิดขึ้น แล้วหันไปฟังในสิ่งที่เราพึงพอใจมากกว่า

     

    ผมไม่ได้จะบอกว่า การเสียบหูฟังแล้วขังตัวเองไว้ในโลกแห่งเสียงเพลงเป็นสิ่งเลวร้าย

    ..แค่เพียงอยากให้คุณถอดมันออก แล้วฟังเสียงโลกภายนอกบ้างเป็นครั้งคราว

     

     

    คุณจะยอมฟังผมบ้างมั้ย?

     

     

    ------------

    p.s.ตอนนี้ที่ exteen จัดกิจกรรม June Write ! (อัพวันละentryตลอดเดือนมิถุนายน)

    ดังนั้นจะอัพบ่อยเป็นพิเศษ แต่บางentryอาจจะไม่ได้อัพใน space

    เข้าไปอ่านblog ที่ exteen ได้ ที่นี่

    May 28

    เรื่องเศร้าเช้านี้

     

    ผมเพิ่งค้นพบว่า ทักษะในการปลอบโยนให้คนหายเศร้าของผมตกต่ำลงไปมาก

     

    เมื่อเช้านี้ พี่ที่บริษัทของผมถูกผู้ชายบอกเลิก ด้วยเหตุผลที่ว่า เขารักผู้หญิงคนอื่นมากกว่า

    บรรยากาศในบริษัทวันนี้เลยปกคลุมไปด้วยเมฆสีเทา ราวกับว่าเมฆฝนที่ตั้งเค้าอยู่ทั่วท้องฟ้ามากระจุกตัวอยู่ในออฟฟิศผม

     

    พี่คนนึงในบริษัทหันมาฝากฝังผม ก่อนจะออกไปประชุมกับลูกค้าว่า "ดูแลพี่เค้าด้วยนะ"

    น้องในบริษัทอีกคน เดินมากระซิบผมก่อนจะออกไปทำธุระว่า "ปลอบพี่เค้าหน่อยสิ"

     

    แต่ผมกลับนั่งนิ่ง เหมือนไม่รู้ว่าจะต้องทำตัวยังไง?

     

    ..ไม่ใช่สิ ผมไม่รู้จริงๆ ว่าควรทำอะไร?

     

     

    ผมย้อนกลับไปมองดูตัวเองในอดีต

    ผมคิดว่า  ผมก็เคยเป็นคนนึงที่ผ่านประสบการณ์การปลอบคนมาอย่างโชกโชน

     

    เพื่อนทะเลาะกัน รุ่นน้องเลิกกับแฟน

    เพื่อนของเพื่อนไปเรียนต่อ พ่อของรุ่นพี่เสีย

    คนนี้ตกงาน คนนั้นเอ็นท์ไม่ติด คนนู้นอกหัก ฯลฯ

     

    ผมจำได้ว่า ณ ตอนนั้น ผมยังรู้ว่า ผมควรทำตัวอย่างไร?

    ควรจะจับมือเขามั้ย?

    ควรจะกอดหรือเปล่า?

    จะเอามือวางบนบ่าเขามั้ย?

    ควรจะพูดอะไรยังไง?

    ควรจะให้กำลังใจ หรือบอกให้เขาตัดใจ?

    จะปล่อยให้เขานั่งจมกองน้ำตา รอเวลาแล้วค่อยเข้าไปปลอบโยน

    หรือว่าควรตะโกนด่าให้เขาได้สติ?

     

    แต่ ณ ตอนนี้ ผมไม่รู้เลยซักนิดว่า ผมควรทำอะไร?

     

     

    ใช่.. ผมควรทำอะไร?

     

    ผมลองมาคิดดูแล้ว ประโยคสั้นๆประโยคนี้แหละ ที่เปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผมไป

    ผมเลิกทำตัวเป็นกูรูเรื่องการปลอบใจ ผู้เชี่ยวชาญด้านการคลายความเศร้า ก็เพราะประโยคสั้นๆที่ใครต่อใครมักถามผมว่า

    "แล้วเราจะทำยังไง?","กูจะทำอะไรต่อไป?","จะให้ตัดสินใจแบบไหน?"

     

    ในขณะนึงที่ผมเคยจมอยู่กับกองความเศร้า ผมไม่เคยเอ่ยปากถามใครว่า "ผมควรทำยังไงต่อไป?"

    ผมเลือกที่ถามตัวเองว่า "ผมต้องทำยังไงต่อไป?"

     

    ..และวันนี้ ผมผ่านมันมา และมองย้อนกลับไป

    มันก็แค่ช่วงเวลาช่วงหนึ่งของชีวิตที่ผมได้เลือกไปแล้ว

    มันอาจจะมีบาดแผล คราบน้ำตา รอยยิ้ม หรืออะไรต่างๆติดค้างอยู่มากมาย

    ..แต่ผมก็สบายใจที่ได้เลือกมันเอง

     

    ผมไม่รู้ว่า วันข้างหน้า ผมจะคิดเห็นเรื่องนี้ยังไง?

    แต่สำหรับวันนี้ ผมไม่อยากได้ยินประโยคคำถามของใครต่อใครว่า จะทำยังไงต่อไป? จะตัดสินใจเรื่องนั้น เรื่องนี้อย่างไร?

     

    ผมเชื่อว่า เราควรใช้ชีวิตด้วยสัญชาตญาณ และฟังเสียงของหัวใจตัวเอง มากกว่าคำพูดจากปากของใครต่อใคร

     

     

    ..ผมไม่มีคำตอบใดให้

    เมื่อมีคนมาถามผมว่า เขาควรทำอย่างไร?

    ผมบอกได้แค่ว่า คนเราควรจะเรียนรู้ที่จะอยู่กับความเศร้าให้ได้ ..ด้วยตัวเอง

     

     

     

    แล้วเรื่องเศร้าเรื่องนั้น ..ก็จะกลายเป็นแค่เรื่องๆหนึ่งในวันๆหนึ่ง

     

     

     

    ..ปล่อยตัวเองให้เศร้าบ้างก็ได้

    May 22

    ร่ม ฝน และเหตุผลของคนบางคน

     

    ณ หน้าสถานีรถไฟฟ้า

    ชายหนุ่มก้มหน้ามองนาฬิกา หันซ้าย หันขวา รอคอยการมาของใครบางคน

     

     

    เมล็ดฝนเรียงตัวกันเป็นสาย เคลื่อนไหวไปตามแรงโน้มถ่วงของโลก

    ..ทิ้งตัวจากฟากฟ้าสู่ใจกลางมหานคร

     

     

    อากาศเย็นรอบกาย ทำให้เขากระชับกระเป๋าแนบกับอก และกอดมันไว้

    ..แต่มันไม่อาจทำให้อุ่นขึ้นสักเท่าไหร่

     

    เขาควานมือลงในกระเป๋า คว้าเอาเครื่องบรรทุกเสียงเพลงขนาด 1 GB หยิบก้านของมันมาเสียบไว้ที่หู

    เสียงเพลงเบาๆ คลอเคล้าบรรยากาศสายฝน

     

    "เธอมากับฝน เธอเป็นดังสายฝนพรำ

    อบและอวลด้วยความชื่นฉ่ำ แสนงดงามกว่าคำพูดใด.."

     

    ในวันแรกที่เขาและเธอได้พบกัน เป็นวันที่มีสายฝนเย็นฉ่ำเฉกเช่นวันนี้

    เธอนั่งจ้องมองสายฝนผ่านหน้าต่างร้านกาแฟแห่งหนึ่ง

    แล้วฉับพลัน.. ชายหนุ่มตัวเปียก หัวยุ่ง ก็มุ่งตรงเข้ามาหลบฝนอยู่ที่ร้าน

     

    "ฉันยังจะรอเธอจนหนาวตาย จะนานแค่ไหนก็ยังอยากเจอ

    ที่ตัวยังมีละอองของเธอ ที่ใจยังเพ้อถึงความสดใส.."

     

    ละอองของเธอ ..เขาชอบคำๆนี้

     

    "มารอนานหรือยัง?" เสียงสาวแทรกตัวระหว่างเสียงฝนปนเสียงเพลง

    ชายหนุ่มถอนหูฟังออก ส่ายหัวช้าๆ และยิ้มแทนคำตอบ

    "วันนี้เราลืมเอาร่มมาอีกแล้วล่ะ รอฝนหยุดก่อนละกันนะ" หญิงสาวบ่นพึมพัมท่ามกลางสายฝนพรำ

    "เธอยังขี้ลืม เหมือนเดิมเลยนะ" ชายหนุ่มยิ้ม หญิงสาวค้อนขวับ

     

    ชายหนุ่มเคลื่อนมือลงไปในกระเป๋า หยิบเอาวัตถุหนึ่งขึ้นมา

    "เรามีร่ม ..ไปกันเถอะ"

    ชายหนุ่มกางร่มยิ้มชวนหญิงสาว

    "วันนี้มาแปลก.. ทีแต่ก่อนไม่เห็นพกร่ม ทำไมเดี๋ยวนี้พกร่มได้ล่ะ"

    ความสงสัยปะปนมาในเสียงใสของหญิงสาว ก่อนที่เธอจะก้าวเท้ามาอยู่ใต้ร่มคันเดียวกันกับชายหนุ่ม

    "ก็เมื่อก่อน มันไม่มีเหตุผลให้พกนี่" ชายหนุ่มมองหน้าหญิงสาว

    "แต่ตอนนี้มีแล้ว.."

     

    ชายหนุ่มสัมผัสได้ถึงละอองของบางอย่าง ..เพียงแต่มันไม่ใช่ละอองฝน

    ..และเขารู้ว่า แม้เปียกปอนกับละอองนั้น แต่มันจะทำให้เขาอุ่นได้

     

     

    ใต้ร่มหนึ่งคัน มีมือเกาะกุมกันอยู่หนึ่งคู่

     

     

    .

    .

    .

     

     

    ผมละสายตาจากทั้งสอง และจ้องมองขึ้นไปบนฟ้า

    ห่าฝนหล่นลงกระแทกหน้า เหมือนฟ้าขากเสลดใส่ผม

     

    "ไม่มีเหตุผล.. ที่คนบางคนจะพกร่ม"

     

    ผมเดินตากฝน ก้มหน้า รับชะตากรรมของตนเองอย่างเดียวดาย..

     

    May 12

    น อ ก ลู่ ( ไ ม่ ) น อ ก ท า ง

     

    "สำหรับช่วงชีวิตนี้ของผม

    ผมคิดว่ามีสองสิ่งที่เราควรรักษา..."

     

    .

    . 

     

    08/05/52

    ผมลืมตาตื่นขึ้นมาบนรถตู้คันเดิม

    เมื่อคืนที่ผ่านมายานพาหนะคันนี้พาผมและคณะทะยานฝ่าความมืดหลังเวลาเที่ยงคืน

    จากหมู่บ้านเล็กๆในตำบลวังยาวเข้าสู่ตัวอำเภอด่านช้าง

    แปดโมงเช้าวันนี้ มันมีภารกิจที่จะต้องพาเราจากอำเภอด่านช้างไปส่งต่อยังจุดหมายปลายทางที่อำเภอปากช่อง

    ผมมองออกไปนอกหน้าต่าง..

    ป้ายข้างทางบอกพิกัดคร่าวๆในขณะนี้

    "สระบุรี"

     

    .

    .

     

    ราว2เดือนก่อน

    ขณะที่ผมกำลังเพิ่งเข้าทำงานในออฟฟิศใหม่ ผมก็ได้รับตารางงานeventของลูกค้าผู้ผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวโพดแห่งหนึ่ง

    "นี่เป็นตารางออกeventของลูกค้านะ นุ้ย" พี่ตั๊ก 1ใน2 AE ประจำแผนกผมยื่นตารางให้ผมดู

    ผมกวาดตาคร่าวๆ แล้วไปสะดุดที่ตารางในเดือนพฤษภาคม

    6-7/05/52 - จ.สุพรรณบุรี

    8-10/05/52 - จ.นครราชสีมา

     

    "พี่ตั๊กครับ ตารางนี้ลูกค้าคอนเฟิร์มหรือยัง?"ผมถาม

    "คอนเฟิร์มแล้ว นุ้ย ตามนี้เลย" พี่ตั๊กย้ำอีกครั้ง

     

    ผมเดินเลี่ยงไปหาพี่อีกคนในออฟฟิศ

    "พี่เล็ก ถ้า event นี้ ผมขอลาได้มั้ย?" ผมกระซิบถาม

    "ไม่ได้หรอก นุ้ย พนักงานใหม่ห้ามลา จนกว่าจะทำงานครบ 1 ปี

    แล้วอีกอย่างถ้านุ้ยลา ใครจะคุมเวที?" พี่เล็กตอบ

     

    ผมอึดอัดรู้สึกเหมือนมีอะไรมากดทับที่ไหล่ทั้งสองข้าง

    .

    .

     

    ก่อนหน้านั้นราวสองสัปดาห์

    ตุ้ย: "พี่นุ้ย ผมมีเรื่องมาปรึกษาหน่อย"

    นุ้ย: "ว่าไงตุ้ย?"

    ตุ้ย: "เรื่องค่ายอะครับพี่ สถานที่ที่พวกพี่กับโยไปดูมา ตกลงผมเอาที่นั่นนะครับ"

    นุ้ย: "ได้ๆ ก็ตามแต่ตุ้ยตัดสินใจเลย ค่ายนี้ตุ้ยเป็นประธานนี่"

    ตุ้ย: "แต่มันมีปัญหานิดนึงนะพี่นุ้ย พอดีที่นั่นเขาไม่ว่างวันที่ 1-4 ที่เราอยากได้ตอนแรกอะครับ"

    นุ้ย: "แล้วทำยังไงล่ะ?"

    ตุ้ย: "พวกผมคุยกันแล้วพี่ จะเลื่อนเป็นวันที่ 7-10 นะครับ ไม่รู้พี่นุ้ยจะลางานไปได้หรือเปล่า?"

    นุ้ย: "..."

    ผมลังเลอยู่สักครู่นึงก่อนจะตอบ

    นุ้ย : "พี่ยังให้คำตอบไม่ได้ครับ ว่าจะไปได้หรือเปล่า? ตัดสินใจตามความเห็นของตุ้ยไปเลยครับ"

     

    แล้วค่าย "Think Tank#3:Have A Nice Dream" ก็มีกำหนดจัดขึ้นในวันที่ 7-10 พฤษภาคม 2552

     

    .

    .

     

    07/05/52

    "ที่ค่ายเป็นยังไงบ้างตุ้ย?" ผมถามผ่านสายโทรศัพท์

    "เรียบร้อยดีครับพี่ มีปัญหานิดหน่อยตามธรรมดา แต่ว่าโดยรวมก็โอเคครับ" ตุ้ยตอบผม

    "โอเค งั้นพี่ทำงานก่อน เดี๋ยวคืนนี้พี่โทรไปใหม่" ผมวางโทรศัพท์ หยิบหูฟังว.ใส่หูซ้าย ครอบหูฟังอินเตอร์คอมใส่หูขวา

    งานบนเวทีกำลังจะเริ่มต้น

     

    ราวตีหนึ่งกว่า หลังจบงาน รถตู้พาเรามาส่งที่โรงแรม

    ผมล้มตัวนอนลงบนเตียงแล้วคว้าโทรศัพท์มือถือกดโทร.ออก

    นุ้ย: "วันนี้เป็นยังไงบ้างตุ้ย?"

    ตุ้ย: "ก็โอเคครับพี่ มีปัญหานิดหน่อย แต่ว่าผมคอมเม้นต์ให้แก้ไขกันไปแล้ว"

    นุ้ย: "..แล้วนี่แยกย้ายกันไปนอนแล้วหรอ?"

    ตุ้ย: "ครับพี่ เพิ่งประชุมงานกันเสร็จเลย เหนื่อยกันมาก ไม่ไหวกันแล้ว ก็เลยเข้านอน"

    นุ้ย: "โอเคครับ งั้นตุ้ยไปพักผ่อนเถอะ โชคดีๆ ไว้พี่โทร.ไปใหม่พรุ่งนี้"

     

    ผมจ้องเพดานแล้ววางโทรศัพท์

    อยากหลับฝันดี ให้เหมือนชื่อค่ายที่ผมไม่ได้ไป..

     

    .

    .

    08/05/52

    ณ สถานีบริการน้ำมันแห่งหนึ่งบนถนนมิตรภาพ

    "พี่ตั๊กครับ ผมขอโดดงานซักครึ่งวันได้มั้ย?" ผมถาม

    (ตามตารางปกติของการทำงานใน event นี้ เราจะแบ่งเป็น 3 วันต่อ 1 จังหวัด

    คือ วันที่1 เดินทาง วันที่2 Set Up และวันที่3 วันงาน วันนั้นเป็นวันเดินทาง)

    "ทำไมล่ะ จะไปไหน?" พี่ตั๊กถามด้วยน้ำเสียงแปลกใจ

    "ผมขอไปหาน้องๆที่ค่ายนะครับพี่ อยู่ห่างจากตรงนี้ไปประมาณ20กิโลเอง" ผมตอบไป

    "นุ้ยไปจะยังไง? แล้วจะไปเจอพี่ที่ปากช่องตอนไหน?" พี่ตั๊กยังคงสงสัยอยู่

    "เอ่อ.. ผมคิดว่า ผมหาทางไปได้พี่ เอาเป็นว่า ผมจะไปเจอพี่ที่ที่พักไม่เกิน3ทุ่ม" ผมตอบ

    พี่ตั๊กลังเลอยู่ครู่นึง ก่อนพยักหน้า

     

    .

    .

    "ผมจะกลับมาให้ทันตามเวลาครับพี่" ผมกล่าวก่อนลงจากรถ

    รถตู้ปล่อยผมลงห่างจากแยกแก่งคอยประมาณ 5 กิโลเมตร ผมเดินข้ามสะพานและเริ่มต้นการโบกรถที่ห่างหายไปนาน

    ครั้งสุดท้ายที่ผมโบกรถที่เรียกว่าเป็นการโบกรถอย่างแท้จริง น่าจะเป็นประมาณ 3 ปีที่แล้ว

     

    ผมข้ามสะพานลอยมาลงที่ปั๊มน้ำมันฝั่งตรงข้ามซึ่งมีติดกันสองปั๊ม ปั๊มแรกเป็นปั๊มแก๊ส ปั๊มถัดไปเป็นปั๊มน้ำมัน

    แสงอาทิตย์ตอนเที่ยงไม่ปราณีผมเลย..

     

    ผมเดินเลยปั๊มแก๊สไปยังปั๊มน้ำมัน เนื่องจากไม่มีรถเข้ามาในปั๊มแก๊สเลย

    ในปั๊มน้ำมันมีรถทัวร์"จันทบุรี-สระบุรี"จอดอยู่คันนึง ผมประเมินว่ารถคันนี้ส่งผู้โดยสารหมดแล้ว อาจจะกำลังกลับเข้าอู่รถ

     

    "ขอโทษนะครับพี่ ผมขอติดรถไปลงแยกแก่งคอยได้มั้ยครับ?" - การขอโบกรถคันที่1

    "ได้เลยน้อง พี่จอดให้ใต้สะพานนะ" - ประสบผลสำเร็จ

    "ขอบคุณครับ" ผมกระโดดขึ้นรถ

     

    เป้าหมายของผมอยู่ที่ไร่หวานสนิทรีสอร์ท พิกัด2กิโลเมตรจากกม.ที่17ถนนสายแก่งคอย-บ้านนา

    ตอนนี้ผมอยู่บนถนนมิตรภาพ ตัดกับถนนแก่งคอย-บ้านนา

     

    "ขอบคุณครับ"ผมยกมือไหว้พี่คนขับรถทัวร์อีกครั้ง

    ผมกระชับกระเป๋าคาดอกใบเดียวที่ติดตัวมา ส่วนกระเป๋าเสื้อผ้านั้นยังอยู่บนรถตู้ แล้วมองซ้ายมองขวาหาทางไปต่อ

    ผมเดินตัดเข้าไปยังถนนแก่งคอย-บ้านนา เป้าหมายอยู่ห่างออกไปราว 20 กิโลเมตร และผ่านไปแล้วกับการโบกรถ 1 คัน

     

    ผมเริ่มต้นโบกรถคันที่ 2 และหวังว่าคงจะทำให้ผมไปถึงปากทางเข้ารีสอร์ทได้

    ผมยืนอยู่บนถนนแก่งคอย-บ้านนาในเวลาเที่ยงตรง จนเวลาผ่านไปร่วม 15 นาที ก็ยังไม่มีรถคันไหนผ่านจุดหมายปลายทางที่ผมต้องการ

    จนกระทั่ง..มีรถเก๋งเก่าๆคันนึงเลี้ยวออกมาจากโรงพยาบาลแก่งคอย

    "พี่ครับ ผ่านกม.17หรือเปล่าครับ?" ผมชะโงกหน้าเข้าไปถาม

    "อ๋อ.. พี่ไปโคกกรุงน่ะ ไม่รู้กม.เท่าไหร่ จะติดรถไปมั้ยล่ะ?" หญิงคนนั้นตอบ

    "เอ่อ.. คือผมไม่ค่อยรู้ทางน่ะครับ รู้แต่ว่าวิ่งตรงไปเรื่อยๆถึงกม.17" ผมตอบ ผมจำได้เท่านั้นจริงๆ

    "พี่ก็ไม่รู้ด้วยสิว่า โคกกรุงมันกม.เท่าไหร่แล้ว เบนซ์รู้มั้ย?" เธอตอบก่อนจะหันไปมองลูกชายคนโตที่เบาะหลัง

    เด็กชายส่ายหน้า..

    "งั้นผมขอติดไปลงโคกกรุงก็ได้ครับ แล้วเดี๋ยวผมหาทางต่อไปเอง" ผมตอบ

    เธอพยักหน้า และกวักมือเรียกให้ผมขึ้นรถ ผมยกมือไหว้ขอบคุณ เปิดประตูและแทรกตัวเข้าไปนั่งข้างๆเด็กชายที่ชื่อเบนซ์

     

    "บ้านพี่อยู่แถวนี้หรือครับ" ผมชวนเธอคุย 

    "บ้านพี่อยู่โคกกรุงนั่นแหละ แต่ไม่เคยดูว่ากม.เท่าไหร่ พอดีลูกคนโตพี่ไม่สบายนะ ก็เลยพามาหาหมอ" เธอบอก

    "อ๋อ.." ผมหันไปมองน้องเบนซ์ซึ่งนั่งตาเบลอๆ ติดริมหน้าต่าง เหมือนต้องการให้ลมปะทะหน้าตลอดเวลา

    "เอาอย่างนี้สิ น้องลงโคกกรุงใช่มั้ย? ถ้ารอนานแล้วยังหารถไปไม่ได้ เดี๋ยวรถขนไม้จากบ้านพี่จะไปส่งของที่บ้านนา ถ้าเขาออกมา พี่จะบอกว่าให้แวะรับเราก็แล้วกัน"เธอบอก

     

    รถขับมาได้สักพัก เธอก็ขอจอดแวะเติมแก๊สที่ปั๊มข้างทาง

    พอรถหยุด น้องเบนซ์ก็เปิดประตูวิ่งลงจากรถ

    ..ไปอ้วก

     

    แม่น้องเบนซ์ฝากให้ผมดู"คอปเตอร์"ลูกชายคนเล็กซึ่งนั่งอยู่เบาะข้างคนขับ แล้วเปิดท้ายรถหยิบน้ำดื่มไปหาน้องเบนซ์

    น้องเบนซ์อ้วกออกมามากพอควร แล้วก็กรอกน้ำบ้วนปาก ก่อนจะขึ้นรถมานั่งกอดขวดน้ำ เอาหน้าโต้ลมเหมือนเดิม

    ผมยื่นยาดมแล้วถามน้องเบนซ์ว่าเอามั้ย? เขายิ้มแล้วส่ายหน้าตอบช้าๆ

     

    เมื่อรถมาถึงโคกกรุง ผมก็ยกมือลาแม่-โบกมือลาลูก แล้วรถของพวกเขาก็ค่อยๆแล่นหายไป

    การโบกรถครั้งที่ 2 ผ่านไป เหลือระยะทางอีก 10 กิโลเมตร

     

    ผมยืนโบกรถอยู่อีกประมาณ 10 นาที แต่เป็น 10 นาทีที่ทรมานกลางแดดร้อน และไม่มีรถคันไหนที่จะแม้แต่ชะลอถาม

    จนถึงรถสีน้ำเงินเข้มคันหนึ่ง

     

    "ขอโทษครับ ผมขอติดไปลงกม.17ได้มั้ยครับ?" ผมถามผ่านช่องกระจกที่คนขับลดลงครึ่งบาน

    "เอ่อ.. ได้ครับ ขึ้นมาเลย" การโบกรถครั้งที่3 บทจะง่าย ก็ตกลงง่ายมาก

    ผมเปิดประตูหลัง ที่นั่งด้านข้างเป็นเด็กผู้ชายอีกคน

     

    "นี่ไปเที่ยวกันหรือครับ?" ผมถามผู้เป็นแม่ที่นั่งอยู่เบาะข้างคนขับด้านหน้าผม

    "อ๋อ.. เปล่าค่ะ กำลังจะไปวัด" เธอตอบมา

    "อ๋อครับ" บรรยากาศในรถเงียบลงแบบแปลกๆ ผมจึงหาเรื่องทำลายความเงียบอันน่าอึดอัดนั้นซะหน่อย

    "หวัดดีครับ ชื่ออะไรครับ" ผมหันไปถามเด็กชายที่นั่งอยู่ด้านข้าง เขาตอบชื่อมา แต่ผมฟังไม่ถนัดนัก

    ผมมองจากสภาพการแต่งตัวของครอบครัวนี้แล้ว ก็คิดว่าคงไม่ได้ไปงานอวมงคลใดๆ จึงชวนคุยต่อ

    "ไปทำบุญที่วัดไหนหรือครับ?" ผมทำลายความเงียบอีกครั้ง

    "ไปที่วัดแถวนครนายกน่ะ ครอบครัวพี่ชอบทำบุญกันเป็นประจำ" คราวนี้ผู้เป็นพ่อตอบคำถาม แล้วถามผมกลับบ้าง

    "แล้วนี่ไปทำอะไรหรือครับ"

    "ผมจะไปหาน้องชายนะครับ เขามาจัดค่ายอยู่ที่รีสอร์ทตรงกม.17นี่"ผมตอบ

    "อ่าว เป็นคนสระบุรีเหมือนกันหรอ?" เขาถาม

    "เปล่าครับ ผมเป็นคนกรุงเทพฯพอดีจะไปทำงานที่ปากช่อง แต่ผ่านมาทางนี้ก็เลยขอที่ทำงานแวะมาหาน้อง" ผมเล่าคร่าวๆ

    "เหรอ ..แล้วนี่มายังไงล่ะ?" เขาเริ่มสนใจ ผมทำลายความเงียบอันชวนอึดอัดนั้นสำเร็จอีกครั้ง

    "ผมโบกรถเข้ามาน่ะครับ รถพี่นี่คันที่3แล้ว" ผมตอบ

    "อืมๆ น่าสนุกดี พี่ก็ไม่เคยรับคนกลางทางเลย เพิ่งมีน้องนี่แหละ" เขายิ้มให้ผ่านกระจกมองหลัง

     

    รถมาถึงที่ปากทางกม.17 ก่อนลงน้องชายตัวเล็กหลังรถ ยื่นหมากฝรั่งให้ผมหนึ่งเม็ดแล้วยิ้ม

    ผมกล่าวขอบคุณพวกเขา แล้วรถก็แล่นจากไปเหมือนสองคันที่ผ่านมา

     

    ผมมายืนอยู่หน้าปากทางรีสอร์ท ป้ายบอกว่าเข้าไปอีก 2 กม. และเป็นทางที่ไม่น่าจะมีรถให้ผมโบกได้

    ผมหยิบโทรศัพท์กดโทร.ออกหาน้องโยซึ่งเป็นคนติดต่อเรื่องสถานที่

     

    "โยหรอ? ประชุมอยู่หรือเปล่า?" ผมมองนาฬิกา ขณะนั้นเป็นเวลาเที่ยงกว่า ซึ่งน่าจะเป็นช่วงประชุมเตรียมงานภาคบ่ายของน้องๆ

    "ประชุมอยู่พี่ มีอะไรด่วนหรือเปล่าครับ เดี๋ยวผมโทร.กลับ" โยตอบ

    วินาทีนั้น ผมตัดสินใจอะไรบางอย่าง

    "ไม่เป็นไรครับ โย เดี๋ยวประชุมเสร็จ โทร.หาพี่แล้วกัน" ผมตอบโยไปอย่างนั้น

     

    ผมเป็นคนตัดสินใจจะมาที่นี่เอง โดยไม่ได้บอกใคร เพราะไม่ต้องการให้ใครเดือดร้อนจะต้องออกมารับผม

    และตอนนี้ทุกคนกำลังวุ่นกับงานอยู่

    ผมจึงตัดสินใจที่จะเดินเท้าเข้าไป..

     

    เส้นทางเดินเข้ารีสอร์ท 2 กม.นั้นเงียบสงัด แม้จะเป็นเวลาใกล้บ่ายแล้วก็ตาม

    นานๆทีที่ผ่านไปถึงจะเจอบ้านชาวบ้านบ้าง แต่ก็มีเพียงเสียงเพลงลูกทุ่งบางๆเท่านั้น ที่ลอยตามลมมาบนถนน

     

    เดินมาได้ราว20นาที ก็มีรถคันนึงแล่นเข้ามา ผมจึงลองโบกเป็นครั้งที่4

    คราวนี้เป็นรถส่งน้ำของอบต.ท่ามะปราง

    "พี่ครับ ไร่หวานสนิทอีกไกลมั้ยครับ?" ผมถาม

    "ไม่ไกลหรอกน้อง ขึ้นรถพี่มาสิ เดี๋ยวพี่ไปส่งใกล้ๆ" พี่คนขับเชิญชวน

     

    ผมโหนตัวขึ้นไปนั่งบนรถส่งน้ำ แค่ประมาณ 1 นาทีก็ถึงแยกเข้ารีสอร์ท

    "เดี๋ยวพี่ต้องตรงไปน่ะ เราเดินไปถนนเส้นนี้น่ะ เห็นรั้วรีสอร์ทแล้วใช่มั้ย?" พี่คนขับรถพูดพลางชี้ทาง

    "ได้ครับพี่ ขอบคุณมากครับ" ผมยกมือไหว้ขอบคุณพี่เขาอีกครั้ง ก่อนจะลงจากรถเข้าไปยังค่าย

     

    และแล้วผมก็มาถึงค่าย.. ได้ทักทายน้องๆ สักครู่หนึ่ง

    ตุ้ยก็แนะนำตัวผมให้น้องๆที่ค่ายรู้จัก และให้กล่าวอะไรในฐานะที่เป็นพี่บี-ไฮคนหนึ่ง

     

    ผมจึงบอกสิ่งที่ผมได้จากการตัดสินใจเมื่อเที่ยงวันนี้

     

    ผมบอกน้องๆว่า..

    คนเราควรจะมีความฝัน

    แต่สิ่งที่สำคัญคือการรักษาความฝันนั้นไว้ และทำให้มันเป็นจริง

    เราควรจะมีความมุ่งมั่นที่จะทำอะไรบางอย่างที่เราต้องการให้ได้

    ตอนที่ผมตัดสินใจว่าจะต้องมาค่ายให้ได้ ผมไม่รู้หรอกว่าผมจะต้องพบเจอกับอะไร จะต้องลำบากแค่ไหน 

    แต่ตอนนั้นผมรู้ว่า มันเป็นสิ่งที่ผมต้องการ และผมพร้อมที่จะทำทุกอย่างให้ผมไปถึงที่ค่ายให้ได้

    ผมอาจจะเหนื่อย อาจจะท้อ ที่จะต้องรอให้รถแต่คันผ่านในเส้นทางที่ผมจะไป

    ผมอาจจะล้า ในเส้นทางที่ต้องเดินเท้าเข้ามายังค่าย

    ..แต่สิ่งที่ผมรู้แน่ๆ ตั้งแต่วินาทีที่ผมเอ่ยปากขอโดดงานมาค่าย

    คือ ผมจะไม่มีวันล้มเลิก และถอดใจ

     

     

    ผมอยู่ที่ค่ายได้ถึงประมาณหกโมงกว่าๆ ก็มีน้องอาสาขับรถออกมาส่งที่บขส.สระบุรี ให้ผมต่อรถกลับปากช่อง

    ในใจหนึ่ง ผมอยากจะอยู่ที่ค่ายให้ได้นานที่สุด

    ด้านมืดในจิตใจบอกผมให้อยู่ถึงเช้าวันต่อไป เพราะยังไงคืนนี้ก็ไม่ได้ทำงานอยู่แล้ว

     

    แต่สุดท้ายผมก็ตัดสินใจกลับไปยังเส้นทาง และความรับผิดชอบของตัวเอง

    เพราะเรายังมีอีกอย่างที่เราต้องรักษา

    นั่นคือ สัญญา...ที่ผมได้ให้กับทีมของผมไว้

     

    .

    .

     

    วันนี้ผมต้องเผชิญกับความเสี่ยงในการรักษาของสองสิ่งไว้

     

    สิ่งแรก คือสัญญา

    ในฐานะของน้องใหม่ในบริษัท ที่จะต้องกุมความรับผิดชอบใหญ่ในงานไว้

    ผมจำเป็นจะต้องพิสูจน์ตัวเองว่า ผมไม่ใช่คนเหลวไหล ผมไม่ใช่คนไม่รับผิดชอบ

    ..และวันนี้ผมพิสูจน์มันได้แล้ว ในบทบาทของคนทำงาน

     

    สิ่งที่สอง คือ ความฝัน

    ผมไม่อาจรู้ได้ว่า ค่ายที่พวกเราทำจะไปสิ้นสุดลงเมื่อใด

    แต่การดำรงอยู่ของมันในวันนี้ อย่างน้อยก็ทำให้ผมสุขใจที่ความฝันนั้นยังคงไม่หายไป

    ..และวันนี้มันก็ได้พิสูจน์ตัวมันเองแล้ว ว่ามันมีสิทธิ์ที่จะคงอยู่ต่อไป

     

     

    ผมทิ้งตัวลงนอนอย่างอ่อนล้า ..แต่ว่า "ฝันดี"

     

    May 05

    ฤ ดู ร้ อ น

     

    เมล็ดฝนทิ้งตัวลงจากฟากฟ้า..

    คล้ายกับเป็นสัญญาณว่า ฤดูร้อนกำลังจะจากไป

    .

    .

    คุณคิดถึงอะไรในฤดูร้อน?

     

    -------------------------------------

     

    "บ่อยครั้งที่ใจ.. เดินออกไปไม่มองข้างทาง"

    เปลวแดด-ไอร้อนที่สะท้อนเหนือพื้นถนน บ่งบอกอุณหภูมิบนพื้นผิวโลก

    เขาบอกว่า อากาศหนาวมักทำให้เหงา..

    แล้วอากาศร้อนเล่า มันทำให้เราเหงาน้อยลงหรือ? 

    .

    .

     

    "ยืนมองท้องฟ้า ไม่เป็นเช่นเคย.."

    รังสีจากวัตถุสีส้มกลมโตที่อยู่ห่างออกไป เคลื่อนที่กระทบท้องฟ้า

    สะท้อนลงมายังนัยน์ตามนุษย์

    เวลาเปลี่ยน โลกเปลี่ยน พระอาทิตย์ยังคงส่องแสงอยู่เหมือนเดิม

    หากแต่เพราะสิ่งที่พวกเราได้ทำ ที่ทำให้ชั้นบรรยากาศของโลกเปลี่ยนไป

    ไอร้อนจากรังสีนั้น จึงสะท้อนลงมายังพื้นโลกมากกว่าปกติ

    และอาจเป็นเพราะความร้อนของมัน

    ..ที่ทำให้เกิดหยดน้ำบริเวณใบหน้าของเรา

     

    .

    .

     

    "ฤดูร้อนไม่มีเธอ.. เหมือนก่อน เหมือนเก่า ขาดเธอ.."

    ใครบางคนเคยกล่าวไว้ในอดีตกาลนานมา "เด็ดดอกไม้สะเทือนถึงดวงดาว"

    ทุกสิ่งที่เราได้กระทำ ย่อมส่งผลกระทบให้เราเสมอ

    ..แต่เราก็ไม่ได้รู้สึกรู้สา ว่าบางกระทำของเรา ได้ทำให้บางอย่างสูญสลายหายไป

    จนเมื่อย้อนหวนมองไป สิ่งเหล่านั้นก็หายไปแล้ว

     

    .

    .

    คนเราไม่เคยรู้ตัวว่าทำลายอะไรลงไปบ้าง คิดว่ามันห่างไกลตัว

    ต้นไม้ ดอกไม้ สิงสาราสัตว์ที่สูญไปจากโลก ไม่ได้สร้างสำนึก หรือความเศร้าโศกให้กับเราเท่าไหร่

    แต่หากสิ่งที่เคยเคียงข้างกายได้จางหายไป

    ..เราจึงเพิ่งรู้สึกว่า บางครั้งเราได้ทำลายสิ่งดีงามที่เคยมีอยู่บนโลกนี้

    ..และบางที สิ่งนั้นก็คือ "ความรัก"

     

     

    -------------------------------------

     

    บางค่ำคืน หยาดน้ำฝนยังคงโปรยปราย

    แต่เมื่อถึงยามเช้า แสงแดดกลับกระหน่ำลงมาแทนหยดน้ำอย่างไม่ขาดสาย

     

    ในวันที่โลกผิดเพี้ยน ..ฤดูกาลคงเป็นเช่นนี้

     

    .

     

    แสงแดดแผดเผา

    ..ความทรงจำอันเงียบเหงาระเหยไปในอากาศ

     

    หยาดฝนกระหน่ำ

    ..ความทรงจำอันเจ็บช้ำยังคงหวนกลับมากระทบเรา

    April 17

    เรื่องบางเรื่อง เหมาะจะเป็นเรื่องแต่งมากกว่า

     

     

    1

    ผมเดินออกจากโรงภาพยนต์ก่อนวันสงกรานต์

    ..ขณะเดียวกันกับที่เหตุการณ์ความไม่สงบในกรุงเทพมหานครกำลังเริ่มต้นขึ้น

    โรงภาพยนตร์บริเวณสยามสแควร์ถูกล้อมด้วยรั้วเหล็กแทบจะทันทีที่ผมเดินจากมา

    Slumdog Millionaire บอกกับผมว่า ทุกสิ่งได้ถูกกำหนดไว้แล้ว

     

     

    2.

    ผมปิดหนังสือ"ไอ้แมลงวันที่รัก"ของ 'รงค์ วงษ์สวรรค์ และเปลี่ยนแผนที่จะดูหนังที่บ้าน อ่านหนังสือในวันสงกรานต์ เป็นออกไปดูหนังที่สยาม และเล่นน้ำที่สีลมแทน

    ผมนั่งอยู่บนรถ มองออกไปนอกหน้าต่าง เพื่อสำรวจบรรยากาศสงกรานต์ปีนี้ และพลางคิดไปว่า หลังสงกรานต์ ชีวิตผมจะพบเจอกับอะไร

    ..และผมก็คิดถึงเหตุการณ์หลังสงกรานต์ปีที่แล้ว

     

     

    3.

    "ไปเล่นสีลม ทำไมไม่บอก?"เสียงของเธอดังผ่านโทรศัพท์

    "เค้าก็ไปสีลมมา ไม่งั้นคงได้เจอกัน"

    ...

     

     

    4.

    ผมเดินออกจากโรงภาพยนต์ในวันสงกรานต์

    ..เหตุการณ์ความไม่สงบในกรุงเทพมหานครกำลังจะกลับสู่ความสงบ

    โรงภาพยนตร์บริเวณสยามสแควร์เต็มไปด้วยผู้คนมากมาย

    บุปผาราตรี3.1 บอกกับผมว่า อดีตอาจจะตามหลอกหลอนเรา

     

     

    5.

    ผมนั่งอยู่ริมหน้าต่างรถเมล์ และคิดถึงเรื่องทีเกิดขึ้นปีที่แล้ว

    ..ถ้าผมหากเจอเธอที่นั่น ปีนี้ ผมจะเป็นอย่างไร?

    .

    .

    "มันคงจะไม่บังเอิญขนาดนั้น" ผมปลอบใจตัวเอง

     

     

    6.

    "วู้ว.."เสียงผู้คนโห่ร้องดังไปทั่วถนนสีลม

    ผมและน้องๆเดินฝ่าฝูงชนที่แน่นขนัดบนถนน เหลียวมองหาทางรอดบนฟุตบาธ ..แต่มันก็ไม่ต่างกัน

    มอเตอร์ไซค์นับสิบคัน เร่งเครื่อง สำรอกควัน เสียงดังสนั่น ก่อนที่จะพุ่งตัวจากข้างกายผม ทะยานฝ่าดงมนุษย์ไปตามถนน

    ..ผมมองตามขบวนมอเตอร์ไซค์ ห่างไปประมาณ 50 เมตร มีรถ6ล้อคันนึงอยู่กลางวงล้อมของฝูงชน

    ..สิ่งที่ผมเห็นบนรถคันนั้น ทำให้ผมนิ่งไปชั่วขณะ 

     

     

    7.

    ชายเสื้อขาวที่คุ้นหน้าคนหนึ่งยืนอยู่บนรถคันนั้น และข้างกายเขาคือ ผู้หญิงตัวเล็กๆคนนึง

    เธอดูไม่เปลี่ยนไปจากครั้งสุดท้ายที่ผมเห็นว่าเธอเปลี่ยนไป..

    .

    .

    แม้ผมจะมีดินสอพองเปื้อนอยู่ตามขอบตา แต่ผมก็มั่นใจว่าเป็นเธอ

    ..ที่ตรงนั้น น้องสาวตัวเล็กของเธอ กับน้องชายคนสุดท้อง

     

    ใครก็ได้ ..สาดน้ำผมที

     

     

    8.

    เธอ เขา น้องสาว และน้องชาย ปีนลงจากรถ และหายไปท่ามกลางฝูงชน

    ผมไม่แน่ใจว่า พวกเธอเห็นผมหรือเปล่า?

    เพราะเธอดูกำลังสนุกสนาน และไม่ได้สนใจตัวประหลาดตัวหนึ่งซึ่งยืนห่างออกไป 50 เมตร

    ผมไม่แน่ใจว่า มีใครสาดน้ำผมหรือเปล่า?

    เพราะผมรู้สึกได้ถึงความชื้นบริเวณรอบดวงตา

    ..แต่ทว่า มันไม่มีน้ำตาสักหยด

     

     

    9.

    ก่อนจะมาเล่นน้ำสงกรานต์ ผมแวะที่ร้านหนังสือ เพื่อตามหาหนังสือที่ยังตามเก็บไม่ครบในงานสัปดาห์หนังสือ

    มีหนังสือหนึ่งเล่มวางอยู่บนชั้น เป็นหนังสือรวมเรื่องสั้นที่ผมตามหา

    "เรื่องบางเรื่องเหมาะจะเป็นเรื่องจริงมากกว่า"

     

     

    10.

    สงกรานต์จบลงไป ผมกลับมาทบทวนเหตุการณ์ เขียนบันทึก แล้วนึกถึงหนังสือเล่มนั้น

    ถ้ามีเรื่องจริงบางเรื่อง เกิดขึ้นเหนือความคาดหมายล่ะ

    และถ้ามันเป็นเรื่องที่เราไม่อยากให้มันเกิดขึ้น

    "เรื่องบางเรื่อง เหมาะจะเป็นเรื่องแต่งมากกว่า"

     

     

     

    0.

    บันทึกเรื่องนี้บอกกับผมว่า อดีตอาจจะตามหลอกหลอนเรา และทุกสิ่ง ...ได้ถูกกำหนดไว้แล้ว

     

     

     

    April 10

    ร ว ม เ รื่ อ ง ร า ย ท า ง

     

    วันปีใหม่ไทยกำลังใกล้เข้ามา หลายคนกำลังเดินทางไปตามจุดหมายที่ต่างกัน

    ..บ้างกลับไปหาครอบครัว

    ..บ้างไปเที่ยวพักผ่อน

    ..บ้างไปตามหาอะไรบางอย่าง

     

    .

    .

     

    เมื่อเดือนที่แล้ว ถือว่าเป็นอีกเดือนที่เดินทางบ่อย เรียกได้ว่าใช้ชีวิตอยู่ต่างจังหวัดเกินครึ่งเดือน และใช้ชีวิตอยู่บนรถตู้บางวันเกือบ10ชั่วโมง

     

    เพิ่งมาสังเกตตัวเองว่า ถ้าจะบอกว่าเราเป็นคนที่ชอบบันทึกการเดินทาง ชอบคิดอะไรระหว่างเดินทางก็คงจะจริง แต่มันมักจะจำกัดอยู่แค่การเดินทาง ที่เป็นการพักผ่อน หรือไปทำอะไรที่มีความหมาย อย่างทำค่าย ทำกิจกรรม แต่การเดินทางไปทำงานหลายต่อหลายครั้ง เรามักจะไม่บันทึก ไม่คิดอะไรมากเท่าไหร่

    ..อาจเป็นเพราะเราตีกรอบมันไว้ด้วยคำว่า "เรามาทำงาน"

     

    แต่การเดินทางไปทำงานครั้งที่ผ่านมา ก็ทำให้เราลองมองการเดินทางไปทำงานในมุมใหม่

    ..ไม่ว่าจะการเดินทางครั้งไหน ไปทำอะไร เราก็น่าจะได้อะไรกลับมา เพียงแต่ว่า หลายๆครั้ง เราอาจจะไม่ได้ใส่ใจ ไม่ได้สังเกตมัน ..เท่านั้นเอง

     

    และนี่เป็นบางส่วนจากสมุดบันทึก และจากสมองน้อยๆที่พอจะจำได้ระหว่างการเดินทาง อาจจะมีก้อนความคิดไม่ใหญ่พอที่จะเขียนออกมาเป็นเรื่อง ก็เลยคิดว่าเอามารวมกันดีกว่า

     

    ลองมาดูดีกว่าว่าการเดินทางคราวที่แล้ว พอจะเก็บเกี่ยวอะไรกลับมาได้บ้าง?

     

    เมฆ @ เชียงราย

    เมื่อคืนฝนตก แต่วันนี้ฟ้าใส

    ..อาจจะเป็นเพราะต้องทำงาน outdoor แถมยังต้องทำงานแข่งกับเวลา

    งานที่แล้วที่จ.ตาก คืนวัน set up ฝนตกทั้งคืน ไฟเวทีกับเครื่องเสียงก็เลยเทสต์ไม่ได้ ต้องมาซ้อมรันกันตอนบ่ายก่อนเริ่มงาน เล่นเอฟเฟกต์เวทีก็มองไม่ออกว่ากลางคืนจะออกมายังไง พอเริ่มงานก็ปรากฏว่ามีปัญหา ไฟเวทีดึงไฟเครื่องเสียง ลำโพงเลยส่งเสียงจี่ๆอยู่ตลอดเวลา

    ที่เชียงรายยังโชคดี ถึงเมื่อวานฝนจะตก แต่พอค่ำหน่อยก็หยุด ให้พอทำงานต่อกันได้บ้าง เมื่อคืนเทสต์ไฟไปแล้ว แยกกันกับเครื่องเสียง ไม่มีปัญหาดึงไฟ ไม่มีเสียงรบกวน

     

    บ่ายวันนี้ เลยมีเวลาแหงนหน้ามองท้องฟ้า

    ..ฟ้าวันนี้มีเมฆลอยเต็มฟ้า

     อยู่ดีๆก็นึกถึงตอนเด็กๆ

     

    ไม่รู้ว่า เคยเป็นกันหรือเปล่า แต่ตอนเด็กๆ ผมชอบมองท้องฟ้าเท่าที่ตึกรามบ้านช่องในกรุงเทพฯที่เอื้ออำนวยให้มองเห็น

    แต่พอโตขึ้น เรากลับไม่มีเวลามานั่งมองท้องฟ้า ปล่อยจินตนาการกันไป

     

    ตอนเด็กๆเรามองเมฆก้อนนั้นเป็นรูปนี้ ก้อนนี้เป็นรูปนั้น แล้วก็ตื่นตาตื่นใจ ชักชวนพ่อแม่พี่น้องเพื่อนฝูงจูงมือมาดูเมฆกัน

    แต่ตอนนี้แหงนหน้ามองฟ้า เรากลับเห็นเมฆเป็นแค่ไอน้ำที่ลอยละล่องอยู่บนฟ้า จินตนาการยังไงก็ไม่เป็นรูปซักที

     

    ไม่รู้ว่ามันจะบ่งบอกถึงความคิดอะไรของเราที่เปลี่ยนไปบ้างหรือเปล่า?

     

    แต่สิ่งที่ผมคิดถึงเวลาที่มองเมฆบนฟ้า แล้วจินตนาการไม่ออก..

    ..ผมเสียดายความสุขในการมองท้องฟ้า

     

     

    หรือบางที เราอาจต้องแหงนหน้ามองฟ้าให้บ่อยขึ้น

    เผื่อความสุขเหล่านั้นจะหวนกลับมา..

     

     

     

    ปลวก @ แพะเมืองผี จ.แพร่

    ตามนิสัยไม่ค่อยชอบเดินทางตามไกด์บุ๊ก และสถานที่ท่องเที่ยวแนะนำ ขนาดมาแพะเมืองผีก็เลยไม่ได้แวะจุดชมวิวถ่ายภาพเป็นที่แรก แต่ขอเดินอ้อมป่าละเมาะ เดินลัดก้อนหินก้อนนั้นก้อนนี้ ดูบรรยากาศทั่วไปก่อน

    และไอ้นิสัยประมาณนี้แหละ ที่ทำให้ได้อะไรจากการเดินทางมากขึ้น

    ตอนที่เดินตามเสียงเรียกร้องของชาวคณะจากป่าละเมาะที่ไม่มีใครเดิน ให้ขึ้นไปที่จุดชมวิว ก็แวะดูป้ายนู่นป้ายนี่ ที่ยืนทำหน้าที่ของมัน โดยไม่สนใจว่า ไม่มีใครดูมันเลยก็ตาม

    ก็เลยไปสะดุดกับป้ายหน้าจอมปลวกอันหนึ่ง ที่มีเนื้อความประมาณนี้

    "ปลวก เป็นสิ่งมีชีวิตที่มนุษย์รังเกียจและหวาดกลัว เพราะกลัวว่าปลวกจะมากินเนื้อไม้ ทำลายทรัพย์สิน และบ้านเรือน

    แต่เราเคยคิดกันหรือไม่ว่า ความจริงแล้ว ปลวกมีความสำคัญต่อระบบนิเวศ เพราะทำหน้าที่ย่อยซากไม้ให้กลายเป็นปุ๋ย

    หากปราศจากปลวกแล้ว ใครเล่าจะทำหน้าที่เหล่านี้"

     

    ..สิ่งมีชีวิตเล็กๆ ก็มีความหมาย

    แล้วมนุษย์ตัวใหญ่เล่า เจ้าทำความหมายอะไรให้กับตัวเองบ้างหรือยัง?

     

    ฝน @ ลพบุรี

    ไปจัดงานที่ลานตากข้าวโพดเอกชนแห่งหนึ่ง วันที่เดินทางฝนก็ตก วันที่ไป set up ฝนก็ตก วันที่จัดงานก็เลยกลัวฝนจะตกอีก

     

    ปรากฏว่า "ป๋า"ซึ่งเป็นคนดูแลลานตากข้าวโพด พูดออกมาประโยคหนึ่ง สั้น ง่าย แต่ได้ใจความ และเก๋ามาก

    "ฝนตกมันเรื่องของฟ้า แต่เรื่องเปียกเนี่ย เรื่องของกู"

     

    บางสิ่งบางอย่างเราก็ควบคุมไม่ได้

    ..แม้เรารู้ว่า มันจะทำให้เราเดือดร้อนก็ตาม

     

    ..เราเพียงแค่ทำสิ่งที่เราควรทำ

    ..เราเพียงแค่เดินไปตามวิถีทางของเรา

    ..เพียงเท่านั้นก็ดีที่สุดแล้ว

     

     

    --------------------------------------------------------------

     

    สงกรานต์นี้คงไม่ได้เดินทางไปไหน..

    แต่ก็ไม่แน่ แค่เริ่มก้าวเท้า เราก็น่าจะเรียกมันได้ว่า เดินทาง

     

    ..มีคนเคยบอกว่า การเดินทางจะทำให้เรารู้ความหมายของชีวิต

     

    ถ้าอย่างนั้น ทำไมเราไม่ใช้ทุกลมหายใจที่เราก้าวเดินไป เพื่อค้นหาความหมายของชีวิตล่ะ

    ..จริงมั้ย?

    April 01

    โลก..(ไม่ใช่)ของเรา

     

    บันทึกการเดินทาง 'ไม้-เมือง-ร้อน' : วันเสาร์ที่ 21 กุมภาพันธ์ 2552

     

    ก่อนที่จะตัดสินใจสมัครทริปนี้ เพื่อติดสอยห้อยตามพี่ก้อง-ทรงกลด บางยี่ขันกับอ.ยงยุทธ จรรยารักษ์ ไปเรียนรู้เรื่องโลกร้อน

    ผมเคยสงสัยว่า ผมจะได้รู้จริงๆหรือว่า ความจริงแล้ว ปัญหาโลกร้อนเกิดจากอะไร? และเราจะแก้มันได้อย่างไร?

     

    แต่หลังจาก ผมกลับจากการเดินทาง ผมก็คิดเปลี่ยนไป

    ผมคิดว่า เรากล้าพอที่จะยอมรับหรือเปล่าว่าปัญหาเกิดจากอะไร?

    และที่สำคัญ เราพร้อมที่จะแก้มันหรือเปล่า?

     

    ในช่วงท้ายของการเดินทาง อ.ยงยุทธบอกว่า คนเราน่าจะมีเรื่องต่างๆ"ในสายตาของข้าพเจ้า"ตลอด

    นี่อาจจะเป็นกระบวนการคิดของอาจารย์ คือให้เราพยายามคิดตาม และถามตัวเองว่า เราคิดอย่างไรกับเรื่องนั้นเรื่องนี้

    ต้องคำถามให้มาก และตอบคำถามให้ได้

     

    มีประเด็นนึงที่อาจารย์พูดไว้ได้น่าสนใจมาก มากเสียจนผมตั้งใจเลยว่า จะต้องเขียนเรื่องนี้เป็นประเด็นหลักในบันทึกชิ้นนี้

    "มนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่ชอบยึดครอง และคิดว่าตนเองเป็นเจ้าของทุกสิ่งทุกอย่าง

    ..และที่อันตรายก็คือ เรายึดแล้วไม่คืน"

     

    ตอนที่อาจารย์พูดถึงประเด็นนึ้ ผมนึกถึงโฆษณาชิ้นนึงที่พี่ก้องเคยพูดถึงในเว็บไซต์ www.lonelytrees.net

    ภาพลูกโลกที่ดูคล้ายก้อนสมองของมนุษย์ และข้อความด้านล่างที่เขียนว่า "Climate Change Starts Here." ปรากฏในสมองของผม

     

    ปัญหาต่างๆไม่ได้เกิดขึ้นจากน้ำมือมนุษย์หรอกครับ

    ..แต่เกิดจากทัศนคติของพวกเราต่างหาก

     

    ตอนเด็กๆผมเคยคิดว่า โลกใบนี้กว้างใหญ่

    แต่พอโตขึ้นว่า ผมกลับมองว่า โลกใบนี้มันเสมือนว่ามันเล็กลง

    ..เพราะมนุษย์ได้เข้ายึดของทุกพื้นที่บนโลกใบนี้ไปเสียแล้ว

    ..รวมไปถึงทุกสิ่ง ทุกอย่างที่อยู่บนโลกใบนี้ด้วย

     

    ทุกครั้งที่เราใช้ไฟฟ้า ใช้น้ำประปา ใช้กระดาษ ใช้น้ำมัน ฯลฯ

    เราก็คิดถึงแค่ว่า เราเป็นเจ้าของมัน เพราะเราได้"จ่าย"เพื่อครอบครองมันแล้ว

    โดยที่เราไม่ได้คำนึงเลยว่า ความจริงแล้ว มันไม่ได้เป็นของเรา

    ..และมันก็ไม่ได้เป็นของใครเลย

     

    โลกใบนี้ไม่ใช่ของเรา..

    และแม้เราไม่ได้เป็นเจ้าของ..

    และแม้เราไม่มีสิทธิ์ครอบครอง..

    ..แต่เราก็สามารถดูแล และใส่ใจมันได้

     

    เหมือนกับความรัก..

    บางครั้งเราอาจมองความรักผิดไป

    เราอยากจะเป็นเจ้าของ..

    เราอยากจะยึดครองมันไว้..

    แต่ท้ายที่สุด เราก็จะรู้ว่า วิธีที่ดีที่สุดที่จะรักนั่นก็คือ การดูแล ใส่ใจ และเข้าใจ

     

    "ถ้าเราลองคุยกับสิ่งต่างๆรอบตัว ให้เวลากับมัน ทำความเข้าใจกับมัน ..เราก็จะรักมัน" นี่คืออีกหนึ่งความคิดจากอาจารย์

    ทุกวันนี้ ..เราใช้เวลากับการพูดคุยทำความเข้าใจกับสิ่งต่างๆรอบตัวหรือยัง?

    ..หรือเราแค่ผ่านมันไปเฉยๆท่ามกลางโลกที่กำลังหมุนเร็วขึ้นใบนี้

    เราลองหยุดหมุนตามกระแสสังคม แล้วนั่งลงมองสิ่งต่างๆรอบตัวดูบ้างมั้ยว่า มันเปลี่ยนไปแค่ไหน?

    แล้วเราสามารถทำอะไร เพื่อให้มันดีขึ้นได้บ้าง? 

     

    เพราะเราสามารถทำความเข้าใจ เอาใจใส่ และเกื้อกูลกันได้

    ทุกชีวิตอยู่ร่วมกันได้ด้วยความรัก..

     

    อยู่ที่ว่าคุณพร้อมที่จะรักโลกใบนี้จริงๆแล้วหรือยัง?

     

     

     

    ..ถ้ายังไม่แน่ใจ

     

     

     

    ลองเริ่มต้นจากรักใครสักคนดูสิครับ 

     

    :)

     

     

    ecOnuizer

     

     

     

    ----------------------------------------

     

    "April Truth's Day"

     

    สวัสดีครับผู้อ่านที่รักทุกท่าน

    ผม ทรงกลด บางยี่ขัน ครับ : )
    ผมมีกิจกรรมสนุกๆ มาเล่าสู่กันทำครับ

    เรื่องมันเริ่มต้นจากการเดินทางที่ชื่อ ‘ไม้-เมือง-ร้อน’ เมื่อปลายเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา
    ครั้งนั้นอาจารย์ยงยุทธ จรรยารักษ์พาผู้ร่วมเดินทางไปถ่ายทอดเรื่องราวกับเกี่ยวกับโลกร้อน
    ในมุมที่ง่ายดาย ใกล้ตัว แต่ไม่น่าจะเคยได้ยินที่ไหน
    พ่วงด้วยเรื่องราวของภูมิปัญญาแบบวิถีไทยที่แสนจะเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม
    ซึ่งเรากลับหนีห่างจากมันออกไปเรื่อยๆ
    ผู้ร่วมเดินทางทุกคนมีสัญญาใจกันว่า กลับมาแล้วจะช่วยกันเผยแพร่ข้อมูลเหล่านี้ตามวิธีที่ถนัด
    ส่วนใหญ่เน้นบอกเล่ากันผ่านเว็บไซต์ เราเลยนัดแนะกันว่า
    จะอัพโหลดเรื่องราวทั้งหมดขึ้นเว็บ (รวมถึงทำกิจกรรมรูปแบบอื่น) พร้อมๆ กัน
    ตั้งแต่เวลา 00.01 น.ของวันที่ 1 เมษายน 2552 หรือวัน April Fool’s Day
    วันที่ผู้คนสนุกสนานกับการเล่าความเท็จ
    เราจะพูดความจริงกันครับ

    แคมเปญนี้มีชื่อว่า April Truth’s Day
    ลองนึกดูสิครับว่า ถ้าในวันนั้น อยู่ดีๆ เว็บไซต์และบล็อกหลายสิบ หลายร้อยแห่งเขียนถึงเรื่องเดียวกัน
    อีเมลมากมายถูกส่งออกไปเล่าเรื่องเดียวกัน
    โปสการ์ดจำนวนมากถูกส่งออกไปเพื่อถ่ายทอดเรื่องเดียวกัน
    ครูในโรงเรียนสอนเรื่องเดียวกัน
    บอร์ดในออฟฟิศแปะเรื่องเดียวกัน
    หนังสือพิมพ์เขียนเรื่องเดียวกัน
    รายการวิทยุพูดเรื่องเดียวกัน
    รายการโทรทัศน์นำเสนอเรื่องเดียวกัน
    ทุกคนพูดเรื่องเดียวกัน
    มันจะมีพลังขนาดไหน
    การที่คนต่างเพศ ต่างวัย ต่างอาชีพ ต่างความสนใจ และไม่เคยรู้จักกันมาก่อน
    มาพูดเรื่องเดียวกัน ด้วยความปรารถนาเดียวกัน คืออยากเห็นโลกดีขึ้น
    มันจะมีพลังขนาดไหน

    ผมก็เลยอยากชวนทุกคนมาร่วมสนุกในแคมเปญนี้ร่วมกันครับ
    จะเขียนถึงแคมเปญนี้เฉยๆ ก็ได้
    หรือจะเขียนด้วยการนำเนื้อหาที่ผู้ร่วมทริปเขียนไปเผยแพร่ต่อก็ได้
    เข้าไปเลือกเรื่องที่สนใจจะนำไปเล่าต่อได้ที่นี่
    งานเขียนทั้งหมดในโครงการนี้เป็น creative common ครับ
    คืออนุญาตให้ผู้อื่นนำไปเผยแพร่ต่อได้ โดยไม่นำไปใช้เพื่อการค้า
    แค่อ้างชื่อผู้เขียนเสียหน่อยก็พอ
    เรื่องดีๆ สมควรถูกขยายผลต่อไปอย่างไม่รู้จบครับ

    ผมตั้งใจว่า จะชวนทุกคนร่วมแคมเปญนี้ทุกปีในวันที่ 1 เมษายน
    ในวันที่มีแต่คนพูดเรื่องลวง
    เราจะมาร่วมพูดเรื่องจริงกันครับ : )

     

    ทรงกลด บางยี่ขัน 

     

    ----------------------------------------

     

     

    ติดตามความจริงเกี่ยวกับโลก ที่คนบนโลกควรรู้ได้ที่

    www.lonelytrees.net

     

     

    March 16

    ความรักสั้น..แต่ความจำยาว

     

    "ไม่ลืมนะ ไม่มีหรอก มีแต่ลืมช้า.. กับลืมเร็ว"

     

    .

    .

     

    ผมว่า ทุกคนก็คงเคยเป็นกับคำพูดที่ว่า "อยากจำกลับลืม อยากลืมกลับจำ"

    ความจริงแล้ว เรื่องที่"อยากจำกลับลืม"เนี่ย เรามักจะพบได้บ่อยมาก

    แต่เรื่องมันส่งผลกระทบกับจิตใจเรามักจะเป็นเรื่องที่"อยากลืมกลับจำ"มากกว่า

    ..อาจเป็นเพราะเรื่องที่เราอยากจำ เราลืมมันไปแล้วก็ได้

     

     

    ใครที่ไปดูหนังเรื่อง"ความจำสั้น..แต่รักฉันยาว"มาแล้ว ก็น่าจะประทับใจกับความรักแบบ"อยากจำกลับลืม"ของป้าสมพิศกับลุงจำรัสมากเป็นพิเศษ

    ..อาจเป็นเพราะความน่ารักของคู่รักคู่นี้ก็เป็นไปได้ ที่เป็นเสน่ห์ขับให้หนังเรื่องนี้ อบอุ่นและสวยงามขึ้นอีกเป็นกอง

     

    ความรักที่เข้าใจในกันและกัน..

    ความรักที่ยังคงอยู่ แม้จะไม่ได้อยู่ด้วยกันก็ตาม..

    ความรักนั้นน่าจะฝังอยู่ในความทรงจำส่วนลึกของคนทั้งสอง

    ..ไม่ว่าลุงจำรัสจะลืมมันไปหรือไม่ก็ตาม

     

    ส่วนความรักแบบ"อยากลืมกลับจำ"นั้น ผมเชื่อว่า ทุกคนที่นั่งชมอยู่ น่าจะมีเรื่องบางเรื่องที่"อยากลืม(แต่)กลับจำ"ขึ้นมาได้ซะอย่างนั้น

    ..เหมือนคำโปรยของหนังเรื่อง"แฟนฉัน"ที่บอกไว้ว่า

    ความทรงจำของเราไม่เคยหายไป เพียงแต่มันซุกตัวอยู่ในลิ้นชักใดลิ้นชักหนึ่ง

    และรอเวลาที่จะถูกเปิดออกเท่านั้นเอง

     

    ..ผมว่า หนังเรื่องนี้คงเปิดลิ้นชักของใครหลายคน

     

    รักครั้งแรกนั้นยากจะลืมเลือนไปจากความทรงจำของเรา

    ..ไม่ใช่ยากสิ แต่ไม่มีทางต่างหาก

     

    เพราะบางครั้ง แม้ไม่ใช่รักครั้งแรก

    ..เราก็ยังไม่สามารถลบเลือนมันออกไปได้เลย

     

    เรื่องราวในลิ้นชัก เป็นเพียงความรักที่จบลงไปแล้ว

    ..ไม่ว่าจะจบด้วยรอยยิ้ม หรือน้ำตา

    ..แต่ความทรงจำที่ว่า ยังฝังตัวอยู่ในลิ้นชักของเรา

     

    ไม่ว่าความรักครั้งนั้น จะยาว หรือจะสั้น

    ..แต่เราก็รู้ว่า ความทรงจำนั้นจะยังคงอยู่

     

    และบางครั้ง เมื่อเราเปิดลิ้นชัก มันก็ปรากฏขึ้นมาพร้อมกับรอยน้ำตาของเรา..

     

     

     

    เพราะในวินาทีหนึ่ง ภาพของเธอปรากฏขึ้นมา

     

     

    .

    .

     

     

     

    "ไม่ลืมนะ ไม่มีหรอก มีแต่ลืมช้า.. กับลืมเร็ว"

     

     

     

     

     

     

    ..เรามันพวกลืมช้า