| ecOnuizer's profileecOnuizerPhotosBlogLists | Help |
|
ecOnuizerComm0n-mE...เพราะฉันคือคนๆนี้...คนธรรมดา...คนนี้... September 11 หลงๆลืมๆ
คนมักจะคิดว่า อาการ"หลงๆลืมๆ"เป็นของคนสูงวัยซะส่วนใหญ่ ผมว่าเราน่าจะลองคิดใหม่...
. . .
นาฬิกาปลุกรูปตุ๊กตาบนหัวเตียงส่งเสียงเป็นภาษาเกาหลีน่ารักๆ แสงแดดอ่อนๆลอดผ่านม่านสีชมพูในยามเช้า ฝาผนังที่เคยมีรอยดินสอสี วันนี้เต็มไปด้วยโปสเตอร์รูปภาพของผู้ชายกลุ่มนึง
เด็กหญิง.. ไม่ใช่สิ เธอเรียกตัวเองว่าเป็น หญิงสาว
หญิงสาว..ในชุดนอนลายการ์ตูนสีหวานค่อยๆลืมตาตื่นขึ้น แล้วเอื้อมมือไปกดหัวตุ๊กตาที่หัวเตียง เพื่อให้มันหยุดส่งเสียงภาษาเกาหลีนั้น วันนี้เป็นวันที่เํธอรอคอย.. วันที่เธอจะได้เจอพวกเขาเหล่านั้น ..ชายในโปสเตอร์ใบใหญ่ที่เธอติดไว้เต็มฝาผนัง
เธอยืนมองตาพวกเขา(ในโปสเตอร์)แล้วคิดถึงภาพเก่าๆ เมื่อหลายสัปดาห์ก่อน
เธอตื่นนอนตั้งแต่ตีสอง ออกจากบ้านตั้งแต่ยังไม่ตีสาม ไปต่อแถวยาวสุดลูกหูลูกตา ไขว่คว้าซื้อกระดาษใบเล็กๆใบนึง
ด้วยเงินที่เํธอทำทุกวิถีทางเพื่อให้ได้มา แลกกับกระดาษใบเล็กๆใบนั้น
"เดี๋ยวเจอกันนะ" เธอพูดพร้อมจุมพิตลงบนแก้มซ้ายของชายคนหนึ่ง(ในโปสเตอร์)
. .
"ไปไหนน่ะลูก" คำถามจากหญิงชรานั้นดังขึ้น หญิงสาวหันมามองหญิงชราเจ้าของเสียงด้วยท่าทีไม่ค่อยพอใจในคำถาม "ไปดูคอนเสิร์ตนะแม่" หญิงสาวตอบห้วนๆ
หญิงชรา : "อ้าว แล้วเย็นนี้แม่เตรียมทำกับข้าวไว้ พ่อก็จะกลับมากินด้วยน่ะ" หญิงสาว : "โอ๊ย ไม่ได้หรอกแม่ กว่าคอนเสิร์ตจะเลิกก็ดึก แล้วหนูว่า คืนนี้หนูจะไปค้างที่โรงแรมน่ะ" หญิงชรา : "แล้วจะไปนอนโรงแรมทำไม? บ้านช่องก็มี" หญิงสาว : "ก็หนูจะตามไปเฝ้าพวกเขาน่ะ" หญิงชรา : "แต่แม่บอกเราแล้วนะว่า วันนี้จะกินข้าวเย็นด้วยกัน" หญิงสาว : "หนูลืม.. หนูไปแล้วนะ" ..เธอหันมาตัดบท แล้วสะบัดหน้าเดินจากไป
หญิงชรานิ่งไป..
..และทำได้เพียงมองหญิงสาวจากด้านหลังผ่านม่านน้ำตา
. . .
แล้วคุณยังคิดว่า อาการ"หลง"และ"ลืม"เป็นของคนสูงวัยอีกหรือเปล่า ???
August 21 มองนักล่าฝัน แล้วหันมาดูตัว
ช่วงนี้ เวลาที่ผมอยู่บ้าน(ซึ่งค่อนข้างน้อย) ผมมักจะนั่งอยู่หน้าทีวี และติดตามรายการอยู่รายการนึง ..รายการนั้นชื่อ "True Academy Fantasia#6"ครับ
ด้วยความที่ไม่ค่อยจะได้ติดตามรายการในซีซั่นก่อนๆเท่าไหร่ ทำให้ผมเองก็ไม่ค่อยรู้เรื่องรู้ราวอะไรใน Academy Fantasia มากมาย รวมไปถึงธรรมเนียม ประเพณี หรืออะไรก็ตามที่แฟนคลับที่ติดตามกันทุกซีซั่นเขามักจะรู้กัน เอาเป็นว่า ผมขออนุญาตเขียนจากมุมมอง และความรู้เท่าที่ผมได้สัมผัส และพอจะทราบก็แล้วกัน ถ้าผิดพลาดประการใดก็ขออภัยไว้ ณ ที่นี่ด้วยครับ
สำหรับผมแล้ว เหตุผลที่ผมติดตามรายการนี้ ก็คงเพราะรู้สึกสนใจในเรื่องเกี่ยวกับความมุ่งมั่นของนักล่าฝันแต่ละคน และมันก็ยิ่งน่าสนใจ เมื่อเราได้นั่งดูความสัมพันธ์ของนักล่าฝันภายในบ้าน ความสัมพันธ์ของเหล่านักล่าฝันกับครู แม้กระทั่งความสัมพันธ์ของนักล่าฝัน ...กับความฝันของพวกเขาเอง
การที่เราได้เห็นทั้งนักล่าฝันที่มีพรสวรรค์ นักล่าฝันที่มีพรแสวง ครูที่คอยพร่ำสอนลูกศิษย์อย่างใกล้ชิด ครูที่คอยดูแลลูกศิษย์อยู่ห่าง(อย่างห่วงๆ) แขกรับเชิญที่ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันมา ในความรู้สึกของผมแล้ว ทุกชีวิตที่มารวมกันอยู่ในรายการนี้ ดูเป็นกลุ่มคนที่มีความหลากหลายทางชีวภาพมากเลยทีเดียว
สำหรับในมุมมองของคนที่เพิ่งจะมาติดตามรายการในซีซั่นนี้ และได้แต่ฟังคำบอกเล่าเกี่ยวกับเรื่องราวในซีซั่นก่อนๆ ทำให้ผมรู้สึกว่า ซีซั่นนี้มีความน่าสนใจในหลายๆส่วนด้วยกัน ทั้งเรื่องที่ประกาศออกมาเป็นนโยบายว่า ซีซั่นนี้จะปลุกปั้นนักล่าฝัน เพื่อให้เป็นศิลปินอย่างเต็มตัว ยิ่งผมได้เห็นการเรียนการสอนที่เข้มข้น การวางโจทย์เพลงในแต่ละสัปดาห์ การทำงานของเทรนเนอร์แต่ละคน ฯลฯ ผมก็รู้สึกว่า รายการในซีซั่นนี้ยิ่งทวีความน่าสนใจมากขึ้น รวมไปถึงสถานการณ์ต่างๆในรายการที่ผมรู้สึกว่า ทางทีมงานวางแนวทางได้ดีขึ้น เรื่องที่ควรทำให้มันเซอร์ไพรซ์ก็แสนเซอร์ไพรซ์ เรื่องไหนที่ควรเคร่งครัดก็ว่ากันไปตามระเบียบ สำหรับผมแล้ว มันเป็นการสร้างมาตรฐานของรายการได้ดีเลยทีเดียว (หลังจากที่มาตรฐานเสียไปในหลายซีซั่นก่อนหน้านั้น)
หลังจากอ้อมค้อมมานาน เรามาเข้าเรื่องที่ทำให้ผมอยากเขียนถึงรายการนี้กันซะทีดีกว่า
เวลาที่ผมนั่งจ่อหน้าจอ มีสิ่งหนึ่งที่ทำให้ผมรู้สึกดี และไม่ค่อยดีสลับกันไป และผมก็คิดว่า คงมีคนจำนวนอีกไม่น้อยรู้สึกคล้ายๆกับผม เจ้าสิ่งนั้นก็คือ กรอบด้านล่างของรายการที่แสดงข้อความแชตบนหน้าจอของเหล่าบรรดาแฟนคลับ True Academy Fantasia นั่นแหละครับ
ที่บอกว่ารู้สึกดี ก็คงเพราะผมสัมผัสถึงความรู้สึกดีๆจริงๆ เมื่อได้เห็นข้อความที่ส่งผ่านความรัก ความปราถนาดี และกำลังใจจาก"แฟนคลับ" ของเหล่านักล่าฝัน ซึ่งจะว่าไปแล้วบุคคลพวกนี้ก็เป็นคนที่ไม่เคยรู้จักตัวตนจริงๆของเหล่านักล่าฝัน แต่พวกเขากลับมีความรัก ความรู้สึกดีๆ ส่งผ่านให้กันอย่างไม่น่าเชื่อ ..ผมว่า แค่นั่งดูคนแสดงออก และส่งต่อสิ่งดีๆให้แก่กัน มันก็ทำให้มีความสุขแล้ว
แต่ในทางตรงกันข้าม ผมจะรู้สึกไม่ค่อยดีเวลาที่เห็นข้อความประเภท ต่อว่า กัดจิก เหน็บแหนม ฯลฯ ที่เป็น"ด้านลบ"ปรากฏขึ้นมากรอบด้านล่าง
ก่อนอื่น.. ผมคงต้องอธิบายคำว่า"ด้านลบ"ในมุมมองของผมก่อน
ข้อความ"ด้านลบ"ที่ผมกล่าวถึง ไม่ได้หมายความถึง ข้อความที่เข้าข่ายประเภทตำหนิติเตียนไปซะหมด เพราะผมเชื่อครับว่า หลายๆครั้ง การต่อว่า ตำหนิติเตียนกันอย่างจริงใจ หรือ "ติเพื่อก่อ" เป็นสิ่งที่คนเราสามารถกระทำได้ หากการต่อว่า ตำหนิติเตียนนั้น มาจากความมุ่งมาดปราถนาดีซึ่งกันและกัน
แต่ข้อความ"ด้านลบ"ที่ผมกล่าวถึง หมายความถึง ข้อความที่ออกมาจากทัศนคติ"ด้านลบ"ของแฟนคลับจำนวนนึงมากกว่า ไม่ว่าจะเป็นข้อความที่ออกมาการแสดงความเกลียดชังนักล่าฝันคนนั้น ข้อความว่าร้ายนักล่าฝันคนนี้ รวมไปถึงข้อความที่ต่อว่าโต้ตอบกันไปมาอีกด้วย
ในมุมมองผมแล้ว ปรากฏการณ์บนกรอบสี่เหลี่ยมเล็กๆด้านล่างของรายการนี้ อาจจะกำลังบ่งบอกถึงสภาพสังคมของบ้านเราอยู่ก็เป็นได้ ผมว่า บ้านเราเมืองเราตอนนี้ มันอยู่ในยุคสมัยของการ"แบ่งฝ่าย"ครับ และเป็นการแบ่งฝ่ายแบบ"เลือกที่รักมักที่ชัง"เสียด้วย นั่นคือ เมื่อเราเลือก"คนที่เรารัก"แล้ว เราก็มักจะเลือก"คนที่เราเกลียด"พ่วงไปด้วยเสมอ ..มันจึงทำให้เกิดปรากฏการณ์แบบนี้ขึ้นมา
ใครหลายคนอาจจะมองมันเหมือนเป็นเรื่องธรรมดา ที่แฟนคลับคนนึงจะนั่งลงดูรายการ แล้วติดตามใครสักคน นิยมชมชอบ ส่งข้อความให้กำลังใจ เสียเงินโหวตไปให้พวกเขาเหล่านั้น ..แต่ความจริงแล้ว พวกเขาน่าจะต้องมีแรงจูงใจอะไรบางอย่างถึงระดับนึงจึงจะกระทำการแบบนั้นได้ อย่างผม ผมก็มีนักล่าฝันที่แอบเชียร์อยู่ในใจ แต่ก็ไม่ได้กดโหวตไปให้แม้แต่ครั้งเดียว ยิ่งการจะส่งข้อความเข้าไปแชตนั้น ยิ่งไม่ต้องพูดถึง แรงจูงใจสำหรับแฟนคลับเหล่านั้น อาจจะเป็นความรัก ความศรัทธา ความนิยมชมชอบอะไรก็แล้วแต่ ที่มากพอจะผลักดันให้คนๆนึงลุกขึ้นมาทำอะไรให้คนอีกคนนึงได้ ..แม้มันจะดูเล็กน้อยในสายตาใครก็ตาม แต่ผมก็มองว่า มันไม่ใ่ช่เรื่องง่าย
ดังนั้น ผมจึงสงสัยต่อไปว่า แล้วการที่คนเราจะเกลียด ไม่ชอบขี้หน้ากัน ถึงขนาดจะต้องข้อความไปนินทาว่าร้ายใส่ ผู้คนเหล่านั้นเขาได้รับแรงจูงใจอะไรกัน ?
แล้วสุดท้าย เมื่อมีใครสักคนเริ่มต้นวงโคจรของความเกลียดชัง ทุกคนก็เริ่มแบ่งฝ่ายรวมกลุ่มในนามของคนที่รักใคร หรืออะไรบางอย่าง แล้วประณามคนที่อยู่ฝ่ายตรงกันข้าม ..ทุกวันนี้ สังคมเราจึงเต็มไปด้วยความเกลียดชัง ทั้งๆที่มันควรจะเป็นความรัก
สำหรับผมแล้ว ผมว่าการชื่นชม ชื่นชอบใครสักคนเป็นเรื่องดีครับ ความรักไม่ใช่เรื่องที่เลวร้ายอยู่แล้ว หรือว่าบางทีเราควรจะเลิก"เลือกที่รักมักที่ชัง"แล้วหันไป"รักเขาข้างเดียว"กันให้มากกว่านี้
"รักเขาข้างเดียว" ในความหมายที่ผมอยากให้มันเกิดขึ้นก็คือ การที่เรารักใครสักคน โดยที่ไม่จำเป็นต้องคิดจะเกลียดใครพ่วงเข้าไปด้วย และนั่นก็หมายความว่า ถ้าคนที่เรารักถูกทำร้าย เราอาจจะลุกขึ้นมาปกป้องเขา แต่เราไม่จำเป็นต้องแสดงความเกลียดชังใส่ใคร
ผมนั่งดูนักล่าฝันแม้พวกเขาจะมีความแตกต่าง มาจากสังคมที่หลากหลาย อาจจะเคยมีปัญหาผิดใจกันบ้าง ผมก็ว่ามันเป็นเรื่องธรรมดา แต่การหันหน้าเข้าหากัน พูดคุยกัน เปิดใจกัน และ"รักกัน" ก็ทำให้ทุกปัญหาผ่านไปได้ และสุดท้าย มันก็ทำให้พวกเขาใช้ชีวิตอยู่ในบ้านหลังเดียวกันได้อย่างมีความสุข
ผมรู้ในทุกขณะที่นั่งดูรายการว่า จะมีนักล่าฝันคนหนึ่งที่ได้เดินไปจนถึงจุดหมายปลายทางของความฝัน
แต่ผมก็เกิดความสงสัย เมื่อผมกดรีโมทเปลี่ยนช่องไปดูรายการอื่นๆ ..เมื่อไหร่นะ ความฝันของคนไทยหลายคนจะเป็นจริงเสียที
July 24 อรุณสวัสดิ์
"อรุณสวัสดิ์ค่ะ" รอยยิ้ม และเสียงของหญิงสาวผู้นั้น เปรียบเหมือนแสงสว่างในยามเช้า...
ใช่แล้ว..เธอคือนางในฝัน ผู้กำลังเดินผ่านหน้าเขา และก้าวเข้าไปในลิฟต์ไปอย่างช้าๆ ประตูลิฟต์กำลังปิด พร้อมกับการจากไปของรอยยิ้มที่เขาหลงใหล เขาสูดลมหายใจ แล้วตัดสินใจกดปุ่มเปิดประตูลิฟต์
..มันเป็นยามเช้าแสนอบอุ่นที่เขาจำมันได้ขึ้นใจ
...
เขาวิ่งลงมาตามขั้นบันได ดึงเนคไทบนคอของเขา และใส่รองเท้่าอย่างเร่งรีบ พร้อมหยิบกุญแจรถวิ่งออกไปจากบ้าน
"อรุณสวัสดิ์ค่ะ คุณ" รอยยิ้ม และเสียงของหญิงสาวผู้นั้น ลอยผ่านบานหน้าต่างห้องครัวออกมา เขาชะงักนิ่งไปด้วยความลังเล ก่อนจะตัดสินใจก้าวเท้าเดินต่อไป
"ไม่ทานอาหารเช้าก่อนหรือคะ?" รอยยิ้ม และเสียงนั้น พยายามซ่อนความสงสัยอยู่ภายใน เขาหันไปมองเธอตาขวาง ก่อนปิดประตูลงดังปัง แล้วสตาร์ทเครื่องขับออกไป
"ทำไมไม่ยอมปลุกนะ"เขาพึมพัมอยู่หลังพวงมาลัย
..เธอยืนร้องไห้อยู่ริมหน้าต่างห้องครัว
...
เสียงทำนองสรภัญญะเมื่อหัวค่ำ ยังคงดังก้องอยู่ในหัวของเขา และเร่งเ้ร้าให้ของเหลวใสรินไหลออกจากดวงตา
เตียงนอนที่คุ้นเคย ดูโล่งไปถนัดตา พื้นที่ข้างกายเขา ..ว่างเปล่าในค่ำคืนนี้
เขานอนกอดหมอนใบเก่าที่เํธอหนุนอยู่ทุกค่ำคืน สูดดมกลิ่นอายที่ยังพอจะหลงเหลือ ..เพราะนั่นอาจเป็นเพียงไม่กี่สิ่งที่เํธอได้ืิทิ้งเอาไว้ ก่อนที่ร่างกายของเธอจะลาโลกใบนี้ไป
เขาเข้าใจในความไม่แน่นอนของโลกใบนี้ และเข้าใจดีว่าอุบัติเหตุสามารถเกิดขึ้นได้
แต่เขาจะทำใจได้อย่างไร กับความรู้สึกในใจที่ยังค้างคาว่า เขาอาจจะเป็นสาเหตุของสิ่งเหล่านั้น
...
เธอยกมือขึ้นปาดน้ำตาที่ริมหน้าต่างแล้วมองนาฬิกา ..แต่ปลายสายตาของเธอได้พบกับอะไรบางอย่างที่วางอยู่บนเก้าอี้
มันคือกระเป๋าสีน้ำตาลใบเก่าที่เขาลืมมันเอาไว้..
เธอวิ่งไปหยิบกุญแจรถอีกคันอย่างรีบร้อน ก่อนที่จะขับมันออกไป.. โดยไม่คาดคิดล่วงหน้าว่า การเดินทางครั้งนั้น จะทำให้เธอไม่ได้พบกับเขาอีก ..ตลอดไป
...
เงามืด และเสียงสงัดในยามรัตติกาลช่างดูโหดร้าย ความหดหู่ของมัน ชวนให้เขานึกถึงสิ่งไม่ดีทั้งหลายที่ได้ทำไว้กับเธอ..
ภาพในอดีตได้ย้อนกลับมาทำร้ายหัวใจของเขา
เขาโง่มากใช่มั้ย? ที่ได้ทำร้ายคนที่เขารัก และรักเขาจนหมดหัวใจ เขาโง่มากใช่มั้ย? ที่ไม่เคยรู้ว่าตัวเองเปลี่ยนไปขนาดไหน เขาโง่มากใช่มั้ย? ที่มารู้ตัวเองได้..ในวันที่สายเกินไป
...
เขายืนอยู่ที่ระเบียงของบ้านริมชายหาด และกวาดสายตาไกลออกไปยังปลายฟ้า ที่ตัดกับขอบของน้ำทะเล สีอ่อนๆของลำแสง ค่อยๆแทงผ่านม่านเมฆที่ปลายฟ้า ราวศิลปะสูงมูลค่าในแกลอรี่
"อรุณสวัสดิ์ค่ะ"
รอยยิ้ม และเสียงของหญิงสาวผู้นั้น เปรียบเหมือนแสงสว่าง.. มันทำให้ร่างกาย และสายตาของเขาต้องเคลื่อนไหวไปยังต้นเสียง
"ตื่นแล้วหรือครับ?"
ชายหนุ่มยื่นมือไปหาหญิงสาว เธอยิ้มก่อนแทนคำตอบ ก่อนจะจับมือเขา แล้วดึงร่างของตนขึ้นจากเตียงนอน
"ทำอะไรอยู่หรือค่ะ?" เธอก้าวนำเขาออกไปยังระเบียงริมหาด
"กำลังดูพระอาทิตย์ขึ้นนะ" ชายหนุ่มเดินตามหลังมา
"สวยดีนะคะ" เธอเปรยขึ้น
"แต่ก็ไม่เท่าคุณหรอก" ชายหนุ่มสวมกอดจากด้านหลัง
เขาและเธอยิ้มให้กัน..
"ผมชอบแสงแดดในยามเช้า มันเป็นช่วงเวลาที่แสนงดงาม... ผมคงเป็นสุขมากกว่าใคร หากลืมตาขึ้นมาตอนเช้า แล้วได้เห็นแสงสว่างที่ปลายขอบฟ้า.."
เขาล้วงมือเข้าไปในกระเป๋า หยิบเอาแหวนวงเล็กออกมา
"คุณจะเป็นแสงแดดยามเช้าให้ผมตลอดไปได้มั้ย?"
..มันเป็นยามเช้าแสนอบอุ่นที่เขาจำมันได้ขึ้นใจ
...
แล้วสิบปีที่ผ่านมา เขาทำอะไรลงไป !!!???
เขาคล้ายจะหลงลืมความสุขยามมองท้องฟ้าในเวลาเช้า และนี่คงเป็นบทเรียนสำหรับเขา ที่ต้องถูกทิ้งให้อยู่ในเงามืดอันเดียวดาย
ค่ำคืนที่แสนทรมาน.. เขาจะผ่านมันไปได้เช่นไร แม้กี่หยดน้ำตาที่รินไหล จึงจะลบล้างความมืดนั้นออกไป และทำให้ท้องฟ้าสว่างไสวได้อีกครั้ง
...
"อรุณสวัสดิ์ค่ะ" รอยยิ้ม และเสียงของเด็กสาวผู้นั้น เปรียบเหมือนแสงสว่างในยามเช้า... มันทำให้ร่างกาย และสายตาของเขาต้องเคลื่อนไหวไปยังต้นเสียง
"ทำอะไรอยู่หรือค่ะ? คุณพ่อ.." เขาประคองกอดเธอไว้ น้ำตายังรินไหลอาบหน้า..
เธอยกมือเล็กๆของเธอวางลงบนใบหน้าของเขา ..ค่อยๆเกลี่ยนิ้วน้อยๆนั้น ลงบนรอยน้ำตา จนมันเหือดแห้งไป
"..เดี๋ยววันนี้พ่อไปส่งที่โรงเรียนเองนะ" เขากระซิบที่หูซ้ายของเด็กสาว และมองเห็นแสงแดดยามเช้าที่กำลังสาดส่องเข้ามาทางบานหน้าต่าง
แม้ค่ำคืนจะยาวนาน และแสนทรมานเพียงใด ..ก็ยังมีเช้าวันใหม่เฝ้ารออยู่เสมอ
"อรุณสวัสดิ์"
July 14 ส่องสัตว์
ผมทิ้งตัวลงบนโซฟา คว้ารีโมทกดเปิดทีวี
. . . เสียงดนตรีประกอบรายการดังขึ้น แสงไฟสว่างวาบ
พิธีกร : สวัสดีครับ กลับมาพบกับผมในรายการ "สนทนาประสาสุนัค"กับผม สุนัค มรรคการกลัด ในช่วงเดือนนี้มีข่าวของครอบครัว ครอบครัวนึงที่ได้รับความสนใจเป็นอย่างมาก ไม่น่าเชื่อว่า หยิบหนังสือพิมพ์ขึ้นมาทุกเช้า ก็จะได้เห็นภาพของพวกเขาขึ้นหน้า 1 ไม่ว่าจะเปิดทีวีไปที่ไหน เราก็จะได้เห็นข่าวของพวกเขา แต่วันนี้ เราเป็นที่แรก ที่เขาจะยอมเปิดอกพูดคุยกับเราในทุกเรื่องราว และข่าวคราวของครอบครัวเขา ขอเสียงปรบมือต้อนรับคุณแพนด้า แซ่ซ้อง ครับ แพนด้าเดินออกมาจากหลังฉากเวที ก้าวลงมาตามขั้นบันได นักข่าวและช่างภาพที่อยู่ในสตูดิโอรัวชัตเตอร์ไม่ยั้งราวกับเป็นทหารที่อยู่ ท่ามกลางสมรภูมิอันดุเดือด พิธีกร : สวัสดีครับ คุณแพนด้า แพนด้า : สวัสดีครับ คุณสุนัค พิธีกร : ขอบคุณมากนะครับ ที่ให้เกียรติรายการของเราในการสัมภาษณ์เป็นที่แรกของประเทศ แพนด้า : ผมก็ต้องขอบคุณทางคุณสุนัคกับทีมงานเหมือนกันครับ ที่ให้ผมได้มีโอกาสชี้แจง และตอบคำถามต่างๆเสียที พิธีกร : แหม.. ถ่อมตัวไปนะครับ คุณแพนด้า ตอนนี้ทั่วบ้านทั่วเมืองใครๆก็อยากสัมภาษณ์คุณทั้งนั้น ถ้าอย่างนั้น เพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลา ผมว่า เรามาเข้าพูดคุยกันถึงเรื่องราวต่างๆที่หลายตัวอยากทราบกันดีกว่าครับ แพนด้า : ครับ เชิญคุณสุนัคเลยครับ พิธีกร : ก่อนอื่นผมต้องขอแสดงความยินดีกับคุณแพนด้าที่ได้ลูกสาวที่น่ารัก ซึ่งตอนนี้กำลังเป็นที่สนใจของสังคม ผมอยากให้คุณแพนด้าเล่าถึงวันที่ภรรยาคุณคลอดลูกสาวหน่อยครับ แพนด้า : เอ่อ..(นิ่งไปสักพัก) ความจริงเรื่องนี้ ถามผมก็ไม่ค่อยถูกนะครับ เพราะตอนที่ภรรยาผมคลอดลูก ผมไม่ได้อยู่ด้วยนะครับ พิธีกร : อ้าว.. แล้วคุณอยู่ที่ไหนล่ะครับ แพนด้า : ผมกับภรรยาถูกจับแยกกันอยู่น่ะครับ (น้ำตาคลอ) เสียงผู้ชมในห้องส่ง : อู้ว............... พิธีกร : โอ้ว.. ผมต้องแสดงความเสียใจด้วยนะครับ (หันหน้าเข้าหากล้อง) และนี่แหละครับ คืออีกมุมนึงที่สังคมยังไม่เคยรู้ นี่เป็นความรู้สึกของผู้เป็นพ่อที่น่า เห็นใจมากเลยทีเดียว (หันกลับมาหาแพนด้า) เพื่อความสบายใจของคุณแพนด้านะครับ ผมว่า ตอนนี้เปลี่ยนเรื่องคุยกันดีกว่า ถ้าอย่างนั้น ผมอยากทราบความรู้สึกแรกที่คุณรู้ว่า ภรรยาคุณคลอดลูกสาวน่ะครับ แพนด้า : วินาทีที่ผมได้รับทราบเรื่องลูกของผม ซึ่งตอนนั้นก็ยังไม่ทราบนะครับ ว่าเป็นลูกสาวหรือลูกชาย ..ผมต้องบอกว่า ความรู้สึกตอนนั้นมันบรรยายได้ลำบากมากครับ มันปะปนกันไปหมด ทั้งดีใจ เสียใจ ตื่นเต้น แล้วก็หวาดหวั่น พิธีกร : ปะปนกันยังไง ช่วยชี้ให้ชัดๆหน่อยได้มั้ยครับ? แพนด้า : ตอนที่ผมทราบข่าว ผมดีใจมากนะครับที่รู้ว่า ผมได้เป็นพ่อสัตว์แล้ว แต่แล้วผมก็ต้องเสียใจ เพราะพวกเขาไม่ยอมให้ผมได้พบกับลูก (น้ำตาไหล) ..ผมอยากจะพบกับลูกผมครับ (ร้องไห้) พิธีกร : (หันมาหากล้อง) นี่แหละครับ ความโหดร้ายที่สังคมได้ทำไว้กับครอบครัวนี้ (ชำเลืองมองแพนด้าที่กำลัง ร้องไห้)ผมว่าตอนนี้ให้คุณแพนด้าได้พักสักครู่นะครับ แล้วเดี๋ยวเราจะกลับมาพูดคุยกับเขากันต่อครับ
ภาพบนจอโทรทัศน์ตัดเข้าโฆษณาปัญญาอ่อน ก่อนที่จะตัดกลับเข้ามาสู่รายการ เสียงดนตรีประกอบรายการดังขึ้น แสงไฟสว่างวาบ
พิธีกร : (หน้ามองกล้อง)ท่านยังอยู่กับรายการ "สนทนาประสาสุนัค" ซึ่งวันนี้เรามีแขกรับเชิญเป็นคุณแพนด้าครับ เมื่อซักครู่เราได้พูดคุยเกี่ยวกับเรื่องของการคลอดอาหมวย ลูกสาวตัวแรกของเขาไปคร่าวๆแล้ว ตอนนี้เราจะมาพูดคุยกันถึงความเปลี่ยนแปลงในชีวิตที่เกิดขึ้นหลังจากการคลอด อาหมวยกันครับ (หันกลับมาหาแพนด้า) อยากจะถามคุณแพนด้าซักนิดนึงครับ เกี่ยวกับเรื่องการตั้งชื่อของอาหมวยหน่อยครับ ไม่ทราบว่า คุณชอบชื่อไหนมากที่สุด แพนด้า : ผมสามารถพูดออกทีวีได้หรือครับ? (ปาดน้ำตา) พิธีกร : เอ่อ.. ทำไมหรือครับ? คือว่ารายการเราเป็นรายการสดน่ะครับ แพนด้า : เอาเถอะ ไม่เป็นไร ไหนๆผมก็บอกแล้วว่า วันนี้ผมอยากจะเปิดอกให้หมดทุกเรื่อง ผมก็ขอแสดงความคิดเห็นแล้วกัน ใครจะคิดอย่างไร ผมก็ไม่ว่าอะไร (ปาดน้ำตาอีกครั้ง) พิธีกร : ครับ เชิญเลยครับ ว่ากันตรงๆได้เลย แพนด้า : ผมอยากทราบครับว่า พวกคุณเคยถามความเห็นผมบ้างมั้ย? เรื่องลูกสาวของผมน่ะครับ ถ้าคุณเป็นพ่อสัตว์เหมือนอย่างผม คุณจะว่าอย่างไรครับ คุณสุนัค? พิธีกร : อืม.. อันนี้ก็พูดลำบากนะครับ แพนด้า : ใช่มั้ยครับ? ถ้าคุณมีลูก คุณจะว่ายังไง ถ้าอยู่ๆก็มีคนแย่งกันตั้งชื่อลูกคุณ โดยไม่ถามคุณซักคำ? พิธีกร : โอ๊ย.. เป็นผม ผมไม่ยอมหรอกครับ แพนด้า : คุณยังไม่ยอมเลย แล้วผมล่ะครับ หน้าลูกผมก็แทบจะไม่ได้เห็น เอะอะๆก็จับลูกผมไปตรวจ ขนตาดำแกขึ้น พวกคุณก็เอาไปลงข่าว นี่ตาแกกำลังจะเปิด พวกเขาก็จ้องรอจะถ่ายกัน ผมไม่แน่ใจว่า พอลืมตามาดูโลก แกจะเห็นหน้าพ่อ หน้าแม่ หรือว่ากระบอกเลนส์กับแฟลชก่อนกัน พิธีกร : อืม.. น่าสนใจมากครับ ประเด็นนี้ แพนด้า : เรื่องชื่อลูกสาวผมก็เหมือนกัน ทำไมต้องประกวดตั้งชื่อกันด้วย แล้วเอาคณะกรรมการมาคัด ให้โหวตกันทั้งประเทศ แถมยังเอารูปภาพพวกผมไปทำไปรษณียบัตรอีก พิธีกร : ถ้าในแง่ตามกฏหมายสิทธิสัตวชน คุณเห็นว่า เรื่องนี้เป็นการกระทำที่คุกคามมั้ยครับ? แพนด้า : กฏหมายอะไรนะครับ? สิทธิสัตวชนหรอ? อ๋อๆ ผมก็รู้สึกว่า พวกเขาคุกคามผมนะครับ (พยักหน้าเออออ) พิธีกร : (แอบยิ้ม) แล้วเรื่องนี้คุณจะฟ้องมั้ยครับ? แพนด้า : ฟ้องหรือครับ? (ครุ่นคิด) เอ่อ.. เรื่องนี้ผมคงต้องคุยกับฝ่ายกฏหมายก่อนนะครับ (ครุ่นคิด) พิธีกร : แล้วคุณคาดว่าจะชนะมั้ยครับ? แพนด้า : เอ่อ.. ผมแค่อยากเรียกร้องสิทธิสัตวชนน่ะครับ ผมอยากตั้งชื่อลูกของผมเอง พิธีกร : แล้วถ้าพวกเขาฟ้องคุณกลับครับ? แพนด้า : ฟ้องกลับว่าอะไรล่ะครับ? พิธีกร : ก็เขาอาจจะบอกว่า ลูกสาวคุณเป็นบุคคลสาธารณะ คุณไม่ควรปิดกั้น อย่างสื่อมวลชนก็มีเสรีภาพของสื่อนะครับ แพนด้า : พวกคุณอาจจะคิดว่า ลูกสาวผมเป็นบุคคลสาธารณะ แต่ความจริงแล้ว ผมเป็นพ่อเขานะครับ ผมกับภรรยาน่าจะมีสิทธิในตัวเขามากกว่าพวกคุณ และในความคิดผม ลูกสาวผมก็ไม่ใช่ของสาธารณะด้วย (ขึ้นเสียง) พิธีกร : โอว.. ใจเย็นๆนะครับ คุณแพนด้า ผมเป็นสื่อมวลชนนะครับ (หันหน้าเข้าหากล้อง) ผมว่า ตอนนี้เราให้คุณแพนด้าสงบสติสักครู่นึงนะครับ แล้วเดี๋ยวเรากลับมาพบกันในช่วงหน้า พักสักครู่ครับ
ภาพบนจอโทรทัศน์ตัดเข้าโฆษณาปัญญาอ่อนตัวเดิม ก่อนที่จะตัดกลับเข้ามาสู่รายการ เสียงดนตรีประกอบรายการดังขึ้น แสงไฟสว่างวาบ
พิธีกร : และนี่คือรายการ "สนทนาประสาสุนัค" ในช่วงที่ 3 ครับ เรายังอยู่กับบุคคลที่เป็นกระแสที่สุดในช่วงนี้ คุณแพนด้าครับ (หันกลับมาหาแพนด้า) นอกจากประเด็นเรื่องลูกสาวคุณแล้ว ยังมีอีกประเด็นที่สังคมให้ความสนใจนั่นก็คือ เรื่องบ้านใหม่ของครอบครัวคุณที่มูลค่าถึง 60 ล้าน เสียงผู้ชมในห้องส่ง : โอ้ว............... แพนด้า : ความจริงเรื่องบ้านนี่ผมไม่อยากพูดอะไรมากนะครับ เพราะว่าผมเองก็ไม่ได้เป็นผู้เรียกร้อง ประเด็นนี้ก็เหมือนเรื่องลูกสาวผมนั่นแหละครับ ใครๆก็ไม่เคยถามความคิดเห็นจากผม พวกคุณสร้างบ้านให้ผมใหม่ แล้วให้ผมย้ายเข้าไป คิดเองเออเองว่า มันเหมาะสมกับผม เหมาะสมกับครอบครัวผม พิธีกร : แล้วคุณไม่ชอบหรือครับ? แพนด้า : ผมไม่มีปัญหาอยู่แล้วไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน? บรรพบุรุษของพวกเรา อยู่กลางดิน กินกลางป่า ก็อยู่รอดมาได้ ทำไมต้องสร้างโดมหิมะอะไรให้ครอบครัวผมอยู่ด้วย ไม่ใช่ว่าผมไม่ชอบหรอกนะ เพียงแต่ผมว่ามันก็ไม่ได้จำเป็นอะไร พิธีกร : แต่บ้านคุณก็กลายเป็นทอล์คออฟเดอะทาวน์ไปเลยนะครับ แพนด้า : ก็นั่นแหละครับที่ผมไม่ต้องการ มันจะทำให้ใครต่อใครหมั่นไส้ผมและครอบครัวมากขึ้นกว่าเก่า แต่ถามจริงๆ ที่พวกเขาค่อนขอดผมเรื่องนั้นเรื่องนี้ เขาเคยคิดหรือเปล่าว่า เวลาจะทำอะไรกันมีใครมาสนใจผมมั้ย? อย่างที่ผมบอก คิดเองเออเอง คิดกันไปเองว่าดี คิดไปเองว่าพวกผมจะชอบ แต่พวกเขาก็ไม่เคยสนใจผมจริงๆหรอก คิดกันไปเองทั้งนั้น พิธีกร : (หันหน้ามองกล้อง)งั้นในวันนี้ครับ เรามีอีกมุมมองนึงจากนักวิชาการเจ้าของโครงการบ้านใหม่ของคุณแพนด้าให้เกีย รติโฟนอินเข้ามาในรายการเรา สวัสดีครับ อาจารย์ครับ โฟนอิน : พ่อแม่พี่น้องต้องช่วยกัน ล่ารายชื่อพาผมกลับบ้าน... พิธีกร : (ส่งซิกหาทีมงาน) เอ่อ.. รู้สึกว่าจะมีปัญหาเกี่ยวกับสัญญาณโทรศัพท์เล็กน้อยนะครับ ขอเวลาทีมงานแก้ไขซักครู่นึง (ทีมงานส่งซิกกลับ) ตอนนี้อาจารย์อยู่ในสายกับเราแล้วครับ สวัสดีครับอาจารย์ครับ โฟนอิน : สวัสดีครับ พิธีกร : อยากให้อาจารย์พูดถึงแนวคิดในการสร้างบ้านใหม่ของคุณแพนด้าหน่อยครับ โฟนอิน : โครงการนี้เป็นการประชุมร่วมกันภายในคณะกรรมการบริหารกิจการแพนด้าเพื่อความ สงบสุข สันติ และสมานฉันท์ หรือ คบพสสส. นะครับ เพราะเราอยากให้คุณแพนด้าได้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น พิธีกร : แล้วที่คุณแพนด้าเขาบอกว่า ที่อยู่เก่าเขาก็ดีอยู่แล้วล่ะครับ แพนด้า : อ่า.. คุณสุนัคครับ ผมไม่ได้บอกว่า บ้านเก่าผมดีนะครับ ผมแค่บอกว่า ไม่มีปัญหาอะไร พิธีกร : ครับๆ นั่นล่ะครับ อาจารย์คิดว่าอย่างไรบ้างครับ โฟนอิน : นั่นไงครับ คุณแพนด้าก็อยากได้บ้านใหม่ แพนด้า : ผมเปล่านะครับ โฟนอิน : ความจริงเราก็ปรึกษาคุณแพนด้าแล้วนะครับ แต่ไม่รู้ทำไม คุณแพนด้าถึงออกมาเรียกร้อง แต่เราก็พิจารณาใน คบพสสส. แล้วว่า การสร้างบ้านใหม่ให้คุณแพนด้าจะเป็นประโยชน์ที่สุด แพนด้า : ประโยชน์กับพวกคุณละสิ จะงาบค่าก่อสร้างกันน่ะ พิธีกร : คุณแพนด้า ว่ายังไงนะครับ แพนด้า : เปล่าครับ ผมไม่ได้พูดอะไร โฟนอิน : ผมได้ยินนะ คุณแพนด้า นี่มันกล่าวหากันชัดๆ ผมจะฟ้องหมิ่นประมาทคุณ แพนด้า : คุณจะฟ้องผมได้ยังไง ไหนหลักฐาน นี่มันรายการสดนะคุณ พิธีกร : เอ่อ.. แต่เราก็บันทึกเทปนะครับ คุณแพนด้า แพนด้า : ... โฟนอิน : โดนแน่ๆ แพนด้า : ผมว่า เรื่องนี้คุณก็ส่งฟ้องมาแล้วกันครับ แล้วให้ตุลาการเขาตีความ โฟนอิน : แหม.. ใจกล้านะคุณ แพนด้า : แต่ถ้าตีความมาผมไม่ผิด ผมฟ้องกลับนะครับ โฟนอิน : ส่งฟ้องไปผมก็แพ้ ในสายตาสังคม คุณมันคุณชายสะอาดนี่ สองมาตรฐานชัดๆ พิธีกร : อาจารย์กำลังดูหมิ่นศาลนะครับ โฟนอิน : นั่นไง ปกป้องกันเข้าไป โธ๋เอ๋ย ถ้าคุณได้รู้เบื้องหลังที่มันมาออกสื่อนะ แล้วพวกคุณ..... ตู๊ดๆๆๆๆๆๆๆ พิธีกร : รู้สึกสายจะหลุดไปแล้วนะครับ น่าจะมีสัญญาณแทรกเข้ามาในตอนท้าย (หน้าเสีย) เป็นเหตุการ์วุ่นวายพอดูเลยนะครับวันนี้ ตอนนี้เรามาพักกันสักครู่ แล้วเดี๋ยวกลับมาพบกับช่วงสุดท้ายของรายการครับ(เฮ้อ...)
ภาพบนจอโทรทัศน์ตัดเข้าโฆษณาปัญญาอ่อนแทบไม่ทัน และสุดท้าย ก็ตัดกลับเข้ามาสู่รายการ เสียงดนตรีประกอบรายการดังขึ้น แสงไฟสว่างวาบ
พิธีกร : กลับมาพบกับช่วงสุดท้ายของรายการ "สนทนาประสาสุนัค"นะครับ คำถามสุดท้ายที่ผมอยากถามคุณแพนด้า เกี่ยวกับข่าวเรื่องคุณพลายพันล้าน เกี่ยวกับกรณีที่สังคมออกมาวิพากษ์วิจารณ์ ในการที่เขาทาสีเลียนแบบคุณนะครับ แพนด้า : เรื่องนี้มันเป็นเรื่องสิทธิพื้นฐานของสัตวชนนะครับ ผมก็ต้องว่าไปตามสิ่งที่ควรทำ ความจริงผมก็เห็นใจเขานะครับ แต่เขากำลังเลียนแบบผม มันผิดเรื่องลิขสิทธิ์ และทรัพย์สินทางปัญญา ผมจะฟ้อง...
. . .
"ทำตัวเหมือนคนเข้าไปทุกวัน" ผมกดปิดโทรทัศน์พร้อมกับสบถเสียงดัง
อ๊อดดดดดด....... มีคนมากดออดหน้าบ้านผม
"มีพัสดุถึงคุณวรานัสครับ" ผมแลบลิ้นแล้วเดินไปเปิดประตู..
---------------------------------------------------------
Status : อินเทรนด์-เป็นหวัด
ติดตาม ตุ้ยนุ้ย โปรเจ็คท์ # ๕ [ตอน...รีโมท] ได้ ที่นี่ วันอังคารที่ 14 กรกฎาคม 2552 ติดตาม ตุ้ยนุ้ย โปรเจ็คท์ ย้อนหลัง คลิก ที่นี่ ครับ เหตุการณ์บนดวงดาว
คุณว่า.. ดวงดาวมีความรู้สึกไหม?
ตุ้ย (กิมจุ้ยลุยสวน) ถามผมว่า ถ้าผมเป็นดาวเคราะห์ที่ชื่นชมความสว่างของดวงอาทิตย์มาก แล้วดาวเคราะห์ดวงนั้น ก็มีดวงจันทร์ที่แอบชอบมานาน ดาวเคราะห์อยากให้ดวงจันทร์นั้นได้เห็นความสว่างของดวงอาทิตย์บ้างจึงพาเธอไปดูดวงอาทิตย์ด้วยกัน ดวงจันทร์ที่ไม่เคยพบดวงอาทิตย์มาก่อนก็เกิดหลงรักดวงอาทิตย์ จึงหลุดวงโคจรจากดาวเคราะห์ไปโคจรรอบดวงอาทิตย์แทน ผม - ในฐานะ "ดาวเคราะห์ผู้เดียวดาย" ...จะรู้สึกต่อตนเอง, ต่อดวงจันทร์, และต่อพระอาทิตย์อย่างไร?
สมมติให้ผมเป็นดาวเคราะห์ ..นักพเนจร(Planets)ผู้ไร้ซึ่งแสงสว่างในตนเอง
สมมติให้เธอเป็นดวงจันทร์ ..ดาวบริวารที่โคจรรอบตัวผม
และสมมติให้เขาเป็นดวงอาทิตย์ ..ดาวฤกษ์ดวงใหญ่ ผู้แผ่รัศมีกว้างไกลในจักรวาล
ผมเป็นนักเดินทางผู้ทะนงตน ที่ปักใจเชื่อตลอดมาว่า ตนเองเป็นศูนย์กลางของจักรวาล.. และคิดไปเองว่า ดวงจันทร์จะโคจรอยู่รอบกาย ภายใต้แรงดึงดูดของผมตลอดไป
แต่ผมไม่เคยทำความเข้าใจในจักรวาล..
ผมได้รู้จักกับดวงอาทิตย์ ผมชื่นชมเขาในฐานะดวงฤกษ์ดวงใหญ่ที่เปี่ยมไปด้วยพลังงานมากมาย ..และมีเพียงพอที่จะแจกจ่ายให้นักเดินทางยากไร้ที่ไม่มีแสงสว่างในตนเอง
นักเดินทางที่ปราศจากแสงสว่างอย่างผมจึงโคจรตามดวงอาทิตย์ ด้วยความคิดที่ว่า ดวงอาทิตย์ได้อุทิศตน เพื่อมอบพลังงานให้ผม ..ผู้ทะนงตนว่า เป็นศูนย์กลางแห่งจักรวาล
แต่แล้วความภาคภูมิของนักเดินทางก็ถูกขว้างทิ้ง เมื่อเราได้รู้ความจริงจากนักดาราศาสตร์ นิโคเลาส์ โคเปอร์นิคัส ประกาศว่า ดวงอาทิตย์เป็นศูนย์กลางของจักรวาล และแสดงหลักฐานจากการสังเกตการณ์ของกาลิเลโอ
การรับรู้ในครั้งนั้นประหนึ่งการชำเราผม มันเปลี่ยนนักเดินทางผู้ทะนงตน ทำให้ผมกลายเป็นเพียงดาวเร่ร่อนที่โคจรไปรอบดวงอาทิตย์ ความจริงเหล่านั้น แปรสภาพความเย่อหยิ่งที่ผมมี เป็นผงธุลีในอวกาศ
ในฐานะนักเดินทางผู้พร้อมรับทุกสิ่ง ผมตัดสินใจที่จะก้มหน้านิ่ง รับความจริงนั้นอย่างลูกผู้ชาย ..และยังไม่คลายความชื่นชมที่ผมมีต่อดวงอาทิตย์
เหตุใดผมจึงต้องรังเกียจดวงอาทิตย์ เพียงด้วยความคิดของนักดาราศาสตร์
เพราะไม่มีใครที่จะเข้าใจจักรวาล..
การเป็นศูนย์กลางแห่งจักรวาลไร้ความหมาย และนัยยะสำคัญ ตราบเท่าที่ผมยังมีดวงจันทร์โคจรอยู่ข้างกาย
ก่อนที่สุดท้าย.. มันจะเป็นเพียงความงมงายซ้ำสองของดาวเคราะห์พเนจรอย่างผม
ด้วยความยินดีและชื่นชม ผมจึงพาดวงจันทร์ไปทำความรู้จักกับดวงอาทิตย์ ..โดยหาได้คิดใคร่ครวญให้ดีไม่ ว่าอาจเกิดสิ่งใดตามมา
ผมพาเธอโคจรไปรอบจักรวาล โดยมีจุดหมายปลายทางคือการพาเธอไปพบพานกับดวงอาทิตย์ ..โดยไม่ทันระแวงคิดว่า การโคจรครั้งนั้น อาจทำให้เธอจากผมไป
ในวินาทีที่เธอได้พบเขา เกิดเป็นเงาทาบทับบนท้องฟ้า นักดาราศาสตร์เรียกขานการพบกันครั้งนั้นว่า สุริยุปราคา ..แล้วท้องฟ้าก็แปรเปลี่ยนสีไป
ในจักรวาลของคุณ สุริยุปราคาอาจทำให้ฟ้ามืดมิดได้เพียงชั่วคราว แต่ในจักรวาลของผม สุริยุปราคาทำให้ฟ้ามืดดับตราบนิจนิรันดร์
การเคลื่อนตัวจากไปของดวงจันทร์ ทำให้เกิดปรากฏการณ์กับดาวเคราะห์พเนจรอย่างผม
นักพเนจรโง่เขลา.. ที่เคยเชื่อว่า ตนเองเป็นศูนย์กลางจักรวาล นักพเนจรโง่เขลา.. ที่เคยเชื่อว่า ดวงจันทร์จะต้องโคจรรอบเขาตลอดไป
แต่ทุกวัตถุในจักรวาล ล้วนเคลื่อนไปตามแรงดึงดูดของกันและกัน และในที่สุด ..ดวงจันทร์ก็เลือกที่จะเคลื่อนไปตามแรงและแสงแห่งดวงอาทิตย์
วันนี้ทุกการรับรู้ได้แปรเปลี่ยนไป ผมไม่ใช่ศูนย์กลางของจักรวาล.. ไม่ใช่เพียงผมที่มีอิทธิพลต่อการโคจรของดวงจันทร์ แต่การโคจรของดวงจันทร์ก็มีผลต่อผมเช่นกัน
เมื่อดวงจันทร์โคจรจากไป มันดึงให้สายน้ำเอ่อล้น รินไหล และแห้งเหือดไปในอวกาศ
ผมกลายเป็นเพียงดาวเคราะห์ที่แห้งแล้ง และมืดมิด เมื่อดวงจันทร์กับดวงอาทิตย์โคจรจากไปแสนไกล
ผมกลายเป็นดาวอับแสงที่ล่องลอยเรื่อยไปในจักรวาล และตั้งคำถามกับตัวเองว่า ผมเป็นอะไรในจักรวาลแห่งนี้
เพราะไม่มีใครที่จะเข้าใจจักรวาล..
เมื่อคุณส่องกล้องขึ้นไปบนท้องฟ้า แล้วปรากฏดาวที่ไร้แสงสว่าง และความหมาย
คุณว่า.. ดวงดาวมีความรู้สึกไหม?
แด่ปี 2009 - ปีดาราศาสตร์สากล
------------------------------------------------------------------------------------
ปล.ขอขอบคุณข้อมูลทางดาราศาสตร์และจักรวาลวิทยา จาก wikipedia ปล.2 เรื่องนี้เขียนใน ตุ้ยนุ้ย โปรเจ็คท์ ที่ผลัดกันตั้งโจทย์ ผลัดกันเขียนกับ ตุ้ย ที่ exteen ตอนแรกคิดว่าจะไม่เอามาลง Space แต่ตอนหลังอดใจไม่ไหว ห้ามใจไม่ได้ : )
|
||||
|
|